One Shot Challenge 5: เพลง (またね [Matane] by Miwa)

One Shot Challenge 5: เพลง

またね (Matane) by Miwa https://www.youtube.com/watch?v=OrC-PqaVPqU&list=PLULLHmV24-Oil2vwwQvc1dDTdTut0tiDH&index=1

The Prince of Tennis Fan Fiction (BL) – Pairing: Tezuka x Fuji

ขอขอบคุณที่ปรึกษาด้านภาษาเยอรมัน: Bee Kjap

(มี Talk ท้ายตอนด้วยนะะะะะะ กิ๊______กิ๊)

 

 

 

 

 

‘ไว้เจอกันนะ’ เป็นคำที่ให้ความหวังได้ดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

またね

 

สายลมเย็นสบายกลางเดือนเมษาพัดนำกลีบซากุระสีระเรื่อโปรยไปทั่วกรุงโตเกียวเพื่อฉลองการกลับมาของอากาศอบอุ่น ท้องฟ้าสีครามค่อย ๆ มืดลงตามพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า เสียงรถไฟขบวนด่วนดังกึงกึงมาจากสะพานข้ามแม่น้ำไม่ไกล สร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่กำลังทยอยกันกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า กลิ่นหอมของราเมงและคัทสึ (ของทอด) ลอยลอดม่านหน้าร้านเหล้าเลียบแม่น้ำแถบชานเมืองโตเกียวอย่างเย้ายวน เชิญชวนให้ผู้เดินทางแวะเวียนเข้ามาชิม

“นี่เทะสึกะ…” ในที่สุด เด็กหนุ่มร่างบางก็เอ่ยถามเพื่อนสนิทที่เดินอยู่ข้าง ๆ กัน “หลังจากจบ ม.ต้น แล้ว นายจะเอายังไงต่อหรอ?”

หนุ่มแว่นร่างสูงโปร่งหันมามองคนถาม ก่อนจะเบี่ยงประเด็น “ก็เรียน ม.ปลายต่อ… แล้วนายล่ะ ฟูจิ?”

“ก็เรียนต่อเหมือนกันนั่นแหละ…” ฟูจิก้มหน้า พยายามเลี่ยงการหันไปคาดคั้นคำตอบออกจากปากพ่อเสือยิ้มยาก กัปตันทีมผู้แข่งแกร่งที่สามารถพาเซย์งาคุตะลุยศึกเทนนิสชิงแชมป์ระดับประเทศได้จนถึงเส้นชัย

ทั้งสองเดินกันเงียบ ๆ เลียบริมแม่น้ำไปเรื่อย ต่างคนต่างจมเข้าไปอยู่ในความคิดของตัวเอง ฟูจิไม่ได้สนใจว่าเส้นทางนี้จะเป็นทางอ้อมหรือไม่ เทะสึกะก็ไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะต้องเดินย้อนกลับไปขึ้นรถไฟไกลขนาดไหน

หนุ่มหน้าหวานนึกเรื่อยเปื่อย พยายามไม่สนใจความรู้สึกบางอย่างที่กำลังเอ่อล้นออกมาจากหัวใจ… และขอบตา

ส่วนหนุ่มแว่นร่างสูงพยายามจดจำทุกความรู้สึกในตอนนี้ ทั้งอากาศที่เย็นลงเรื่อย ๆ ทั้งบรรยากาศยามเย็นแสนสงบของชานเมืองโตเกียว ทั้งกลิ่นอายของการเป็นนักเรียน ม. ต้น ทั้งกลีบซากุระที่ลอยพริ้วลิ่มลมไปทุกที่…

“ฟูจิ…?” เทะสึกะหันไปเรียกเพื่อนคนสำคัญที่อยู่ ๆ ก็หยุดเดิน ภาพแสงอาทิตย์ยามอัสดงลาลับขอบฟ้าอาบไล้เสี้ยวหน้าหวาน ดวงตาสีฟ้าใสและผมสีน้ำตาลอ่อนสั้นประบ่าของเพื่อนคนสำคัญช่างหวานละมุนและโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน

“นายจะไปเรียนต่อที่เยอรมันใช่ไหม?” หนุ่มหน้าหวานถามพลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย หวังว่ากฎฟิสิกส์จะช่วยเป็นเขื่อนกั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

เทะสึกะเงียบไปพักหนึ่งเพื่อจดจำภาพเพื่อนผู้สวยงาม ก่อนส่งเสียง ‘อืม’

“แล้วนาย… ก็จะไปพรุ่งนี้แล้วใช่ไหม?”

เสียงรถไฟวิ่งข้ามแม่น้ำดังมาจากที่ไกล ๆ เหมือนพยายามจะทำลายความเงียบงันที่โรยตัวเข้าปกคลุมการสนทนาของเด็กหนุ่มทั้งสอง หนุ่มแว่นร่างสูงไม่ตอบอะไร เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับถามว่าไปรู้มาจากไหน

“รู้มาจากทุกคนนั่นแหละ” ฟูจิตอบ ดวงตาสีฟ้าใสคมกริบจ้องเพื่อนสนิท ความโกรธเริ่มบีบรัดหัวใจดวงน้อย ๆ ที่เฝ้ามองเด็กหนุ่มตรงหน้ามาตั้งแต่เริ่มรู้จักกันเมื่อ 3 ปีก่อน

“ใช่” สุดท้ายเทะสึกะก็ตอบออกมา ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบตึงราวกับไม่รู้สึกอะไร ผิดกับหัวใจที่เต้นอย่างเชื่องช้าแต่ไม่เป็นจังหวะ “ขอโทษที่ไม่ได้บอกนายนะ”

เด็กหนุ่มหน้าหวานเม้มปากแน่น เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าความรู้สึกตอนนี้มันเรียกว่าโกรธหรืออะไร เพราะเขาไม่รู้สึกอยากแก้แค้น เขาไม่ได้รู้สึกอยากทำลาย แต่เขา… ก็ไม่อยากปล่อยไปเฉย ๆ

มันคือความกลัวรึเปล่านะ?

“ฟูจิ” หนุ่มแว่นร่างสูงเรียกเพื่อนคนสำคัญของเขาอีกครั้งก่อนสาวเท้าเข้ามาใกล้… แต่ก็ไม่มากพอที่อีกฝั่งจะได้ยินเสียงกระซิบ

“นายว่าอะไรนะ เทะสึกะ?”

หมับ

เทะสึกะคว้ามือฟูจิมากุมไว้หลวม ๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหลังเลนส์แว่นสั่งตัดบางพิเศษมองเข้าใบในดวงตาสีฟ้าใสของเพื่อนคนสำคัญ ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมาวูบหนึ่งเป็นเครื่องเตือนว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว เวลาของพวกเขา… กำลังจะหมดลงแล้ว

ถ้าเขาไม่พูดตอนนี้ละก็…

ถ้าเขาไม่สารภาพตอนนี้ละก็…!

“ฟูจิ…! คือฉันช-”

“อื้อ ฉันไม่เป็นไรหรอก นายก็ดูแลตัวเองด้วย ไว้เจอกันนะ” หนุ่มร่างบางชิงพูดขึ้นมาเป็นชุด ก่อนจะค่อย ๆ ชักมือออกจากการเกาะกุมอย่างมีมารยาท

“เอ๊ะ… ห๊ะ?” เทะสึกะหน้าชา รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยแผ่นเหล็กแช่แข็งแรง ๆ สามครั้ง

“อะไร นายฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องแล้วหรอ” หนุ่มหน้าหวานยิ้มขำ “ฉันบอกว่าไว้เจอกันนะ เอ… ภาษาเยอรมันเขาพูดยังไงนะ… Auf Wiedersehen ใช่รึเปล่า?”

“อะ… อืม” เทะสึกะตอบเบลอ ๆ เพราะนอกจากหน้าจะชาแล้ว สมงสมองและประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ก็เริ่มรู้สึกตื้อ ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน

ความเงียบเขาปกคลุมการสนทนาอย่างน่าอายอีกครั้ง แต่หนุ่มแว่นร่างสูงคงไม่รู้สึกหรอก เพราะตอนนี้เขาไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากเสียงหัวใจที่เต้นระรัวจนอยากลงไปนอนกุมอกอยู่บนพื้นถนน

“เอ่อ… เทะสึกะ? เทะสึกะ?”

“ห๊ะ? เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?”

“ยังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย!” ฟูจิหัวเราะขึ้นมาอย่างห้ามไม่ไหวด้วยสีหน้าเอ๋อของพ่อเสือยิ้มยากคนนี้ถือเป็นของหายากยิ่ง “งั้นฉันกลับบ้านก่อนนะ ไว้เจอกัน” ร่างบางยกมือขึ้นบ๊ายบายก่อนหันลังเดินลิ่ว ๆ จากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ร่างสูงโบกมือลาแบบงง ๆ

เมื่อกี้มันอะไรกันนะ? เสียงแบบนั้น? สีหน้าแบบนั้น? เขาไม่เคยเห็นมาก่อน…

หลังจากก้าวเดินออกมาได้สามก้าว เทะสึกะก็เหมือนโดนดูดเข้าไปอยู่ในมิติที่สาม มิติที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวไปเอง แม้กระทั่งร่างกายของเขา ที่ขยับไปตามจังวะของสังคมญี่ปุ่นอันเร่งรีบอย่าไม่ติดขัด

ผิดกับหัวใจที่เหมือนจะหยุดเต้นไปแล้ว

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงเร็วกว่าปกติ และเขาก็ยังติดอยู่ในมิตินั้น ที่ที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวไปเอง จนมาถึงสนามบินและได้พบเพื่อน ๆ ที่มารอส่ง

แต่ในนั้น ไม่มีฟูจิ

เหมือนเขาจะถูกดูดกลับเข้าไปในมิตินั้นอีกแล้ว

‘ฟูจิล่ะ?’ เขาคิดว่าตัวเองน่าจะถามออกไปแบบนั้น และเขาหวังว่าคนที่ตอบน่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขา

‘ไม่ได้มาด้วยหรอก’ แต่คนที่ตอบกลับเป็นอาโตเบะ ลูกเศรษฐีพันล้าน หนึ่งในเพื่อนสนิทจากโรงเรียนเฮียวเทย์ คู่ต่อสู้ที่มีฝีมือร้ายกาจ ‘แต่เขาฝากของมาให้นาย… บนเครื่องบิน อย่าลืมขอบคุณฉันซะด้วยล่ะ’

เทะสึกะคิดว่าเขาคงขมวดคิ้ว อาโตเบะจึงกอดอกแล้วพูดทำนองว่า อย่ามาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันนะ เดี๋ยวก็สั่งปิดสนามบินซะหรอก

หลังจากนั้นเขาก็จำได้ลาง ๆ ว่า เอจิเซ็น รุ่นน้องที่เขาฝากฝังให้เป็นเสาหลักแห่งเซงาคุเหมือนจะพูดว่า โชคดีนะครับกัปต้น ที่เยอรมันมีปอนตะไหมบอกด้วย กับ ซานาดะ  เพื่อนจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยริคไค รองแชมป์ปีนี้จะพูดประมาณว่า ไปลับฝีมือมาให้เต็มทีซะล่ะ ไม่ก็ อย่าตายซะล่ะ… อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ เขาจำไม่ไดแล้ว…

มิตินี้ช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย

 

 

 

ผู้โดยสารคะ… ท่านผู้โดยสารคะ…

เทะสึกะสะดุ้งตื่นเมื่อมีแอร์โฮสเตจมาปลุกเขาจากการงีบเพื่อสงบจิตใจตัวเองที่หงุดหงิดจากการไม่รู้ว่าของที่ ฟูจิฝากมาบนเครื่องบิน อย่าลืมขอบคุณฉันซะด้วยล่ะ มันไปอยู่ตรงไหน

หญิงสาวชาวญี่ปุ่นผู้ผ่านด่านการคัดเลือกอันดุเดือดมาเป็นร้อยโค้งขอโทษที่รบวนเวลาพักผ่อน ก่อนขอให้ปรับเบาะเป็นนั่งตรงและคาดเข็มขัดเนื่องจากอาจจะต้องเจอกับกลุ่มความกดอากาศแปรปรวน เด็กหนุ่มทำตามอย่างว่าง่าย และหมายจะหลับต่อจนกระทั่งเขาเห็นหน้าจอส่วนตัวและนึกอะไรขึ้นมาได้

อนาคตแชมป์วิมเบอร์ดันรอให้เครื่องบินผ่านกลุ่มความกดอากาศแปรปรวนไปก่อน จึงเสียบหูฟังและกดดูทุกอย่างที่อยู่ในโปรแกรมให้ความบันเทิงระหว่างการเดินทาง จนเขาก็ได้พบกับเพลย์ลิสท์ที่เขียนว่า ‘ท่านอาโตเบะ’

‘อันนี้รึเปล่าวะ’

นี่เป็นเสียงที่ดังขึ้นมาในใจเทะสึกะอย่างโง่ที่สุดเท่าที่ตัวเขาเองจะเคยได้ยินมา

ถึงกระนั้น เขาก็ยังกดเข้าไปดูด้วยความที่อยากรู้และการไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

ในเพลย์ลิสต์นั้นไม่มีอะไรเลย นอจากเพลงที่มีชื่อว่า ‘อย่าลืมมาขอบคุณ *โอเระซามะ ซะด้วยล่ะ!’ (*โอเระซามะเป็นคำเรียกตัวของผู้ชายที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง)

‘อืม อันนี้แหละ’ เทะสึกะสรุปในใจและกดฟังอย่างรวดเร็ว

สิบห้าวิแรกเป็นเสียงกุกกัก ๆ ก่อนเสียงไวโอลินจะดังขึ้นมาอย่างนุ่มนวล ตามมาด้วยเสียงกีตาร์โปร่งสบายหู และเสียงของเพื่อนคนสำคัญของเขา

 

朝が来ちゃう前に もう一回キスしよう

มาจูบกันอีกครั้งก่อนจะเช้ากันไหม

これで最後にしよう サヨナラを言おう

มาทำให้มันเป็นจูบสุดท้ายแล้วบอกลากันเถอะ

二人でいても 疑うたび苦しくなったり

ฉันรู้สึกไม่แน่ใจเวลาเราอยู่ด้วยกัน มันเจ็บ

自分が嫌いにある 前を向きたいよ

ฉันเริ่มเกลียดตัวเอง ฉันอยากจะก้าวต่อไป

 

เทะสึกะเริ่มรู้สึกเหมือนขอบตาจะร้อนขึ้นไปทุกประโยคที่เด็กหนุ่มหน้าหวานเปล่งเสียงร้องออกมา

 

‘またね’ 何て言わないで 期待なんかさせないで

อย่าพูดว่า  ‘ไว้เจอกันนะ’ อย่าให้ความหวังกันเลย

本当わないてしまいたい 会えないなんてやだよ

ความจริงแล้วฉันอยากจะร้องไห้ดัง ๆ ฉันเกลียดการที่จะไม่ได้เห็นเธออีก

すべて嘘だったの?

ทุกอย่างคือการโกหกงั้นหรือ?

気づかずにいたかった

ไม่อยากจะรับรู้เลย

言えずにだけど ずっと ずっと ずっと

ฉันพูดมันออกไปไม่ได้ แต่ฉัน ตลอดมา… ตลอดมา และ ตลอดมา

あなたが大好きでした

ฉันยังคงรักเธอ

 

ตาเริ่มพร่ามัวด้วยม่านน้ำสีใส ๆ แต่เด็กหนุ่มยังคงพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ทั้งเกรงใจคนข้าง ๆ และเกรงใจศักดิ์ศรีของตัวเอง

 

会えば許しちゃいそう もう一回キスしそう

ฉันเริ่มให้อภัยเธอทุกครั้งที่เห็นหน้า มาจูบกันอีกครั้งเถอะ

涙今になって 溢れ出てくる

ฉันร้องไห้ น้ำตากำลังไหลริน

写真の二人 まるで永遠の魔法みたい

รูปของพวกเรานั้นเหมือนเวทย์มนต์ชั่วนิรันดร์

あなたを嫌いにになる それができないの

เกลียดเธอ… ฉันทำไม่ได้หรอก

‘またね’ 何て言わないで 笑顔なんか見せないで

อย่าพูดว่า ‘ไว้เจอกันนะ’ อย่ายิ้มให้ฉัน

もう一度出会ったひから 全部やり直したいよ

ฉันอยากจะเริ่มใหม่ ตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบกัน

あなたがいない明日を どう過ごしたらいいの?

ฉันควรจะอยู่อย่างไรโดยไม่มีเธอ

悲しいほどに ずっと ずっと ずっと

มันช่างน่าเศร้า ที่ตลอดมา ตลอดมา และ ตลอดมานั้น

あなただけ見てきました

ฉันยังมองเพียงแค่เธอ

‘またね’ 何て言わないで 期待なんかさせないで

อย่าพูดว่า  ‘ไว้เจอกันนะ’ อย่าให้ความหวังกันเลย

本当わないてしまいたい 会えないなんてやだよ

ความจริงแล้วฉันอยากจะร้องไห้ดัง ๆ ฉันเกลียดการที่จะไม่ได้เห็นเธออีก

すべて嘘だったの?

ทุกอย่างคือการโกหกงั้นหรือ?

気づかずにいたかった

ไม่อยากจะรับรู้เลย

言えずにだけど ずっと ずっと ずっと

ฉันพูดมันออกไปไม่ได้ แต่ฉัน ตลอดมา… ตลอดมา และ ตลอดมา

あなたが大好きでした

ฉันยังคงรักเธอ

.

.

.

ずっと ずっと ずっと

ตลอดมา ตลอดมา และ ตลอดมา

あなたが大好きでした

ฉันยังคงรักเธอ

 

เพลงจบด้วยเสียงเปียโนใสกังวาล เทะสึกะ คุนิมิทสึเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโง่อีกครั้ง เด็กหนุ่มขมวดคิ้วก่อนที่น้ำตาจะร่วงเผาะใส่หน้าตักเขาหนึ่งหยด ตอนนี้เขาเวียนหัวไปหมดแล้ว ในจิตใจของเขามันก็วุ่นวายไปหมด ทั้งเสียใจ ทั้งงุนงง ดูจากสิ่งที่ฟูจิฝากมาแล้วก็น่าจะหมายความว่าพวกเขาใจตรงกันนี่? แล้วเมื่อวานฟูจิปฏิเสธเขาทำไม? เขาประมาทตรงไหน? ทำอะไรผิดพลาดไป? หรือฟูจิเข้าใจเขาผิด?

‘อะแฮ่ม… เทะสึกะ ฟังอยู่รึเปล่า?’

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมามองหน้าจอส่วนตัวทันที แต่ในจอก็ไม่มีอะไรนอกจากชื่อเพลง ‘อย่าลืมขอบคุณโอเระซามะด้วยล่ะ’

 

เสียงของฟูจิยังคงพูดต่อไป

 

‘เทะสึกะ สำหรับเรื่องเมื่อตอนเย็นนั้นฉันขอโทษจริง ๆ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่’

‘เทะสีกะ นายเป็นคนรอบคอบเสมอ และฉันก็มั่นใจว่าเรื่องที่นายจะพูดกับฉันเมื่อเย็นนี้ก็คงเป็นเรื่องที่นายคิดมาอย่างดีแล้ว แต่ว่านะ เทะสึกะ…’

ปลายเสียงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

‘ฉันยัง… เริ่มต้นอะไรหลาย ๆ อย่างกับนายไม่ได้จริง ๆ’

เทะสึกะชะงัก เหมือนได้ยินเสียงวิ๊งก้องอยู่ในหู

‘ฉันรู้ว่านายไม่บอกฉันเรื่องที่จะไปเยอรมันเพราะอะไร ฉันไม่โกรธหรอก แต่ฉันเสียใจ…’

ปลายเสียงนั้นสั่นเครือ

‘มันก็เหมือนตอนที่นายแข่งกับอาโตเบะใช่ไหม… ที่นายยอมเสียสละไหล่ตัวเองเพื่อชัยชนะ โดยไม่คิดเลยว่านายจะกลับมาเล่นเทนนิสอีกได้ไหม’

‘มันก็เหมือนตอนที่นายแข่งกับซานาดะ แล้วนายยอมใช้เทะสึกะแฟนท่อม ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่ามันเพิ่มภาระให้กับไหล่ซ้ายของนายขนาดไหน’

‘ทั้งหมดนั่น… เพราะนายคิดว่า เรื่องของตัวเอง มันไม่สำคัญใช่ไหมล่ะ’

‘มันสำคัญนะเทะสึกะ เรื่องของนายสำคัญทั้งหมดเลย’

‘แต่ถ้าสักวันหนึ่งเกิดอะไรแบบนั้นขึ้นอีก ซึ่งฉันมั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นอีกแน่ ๆ เพราะนายน่ะดื้อ และฉันเปลี่ยนนายไม่ได้’ ปลายเสียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะสูดจมูกสองสามครั้ง ‘ ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นอีก ฉันจะต้องรู้สึกยังไง… ฉันจะต้องทำยังไง’

‘ยกโทษให้ความเห็นแก่ตัวของฉันด้วยเถอะ เทะสึกะ แต่ในสถานะแบบนั้น… ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตห่างจากนายได้โดยสงบหรอก อย่าให้ฉันกลายเป็นคนนิสัยไม่ดีเลย…’

‘ขอโทษจริง ๆ’

‘และก็อย่าลืมดูแลตัวเองดี ๆ นะ’

‘ไว้เจอกันนะ แล้วก็…’

‘ฉัน…’

 

‘ฉันรักนายนะ…’

 

เจ้าของชื่อได้ยินเสียงกุกกักสองสามครั้ง ก่อนหน้าจอส่วนตัวจะเด้งกลับไปที่หน้าโฮมพร้อมมีข้อความขึ้นมาว่า ‘ข้อมูลถูกลบเรียบร้อย’

 

เด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง ดวงตามองจอส่วนตัวอย่างเลื่อนลอย ในสมองค่อย ๆ นำข้อความของฟูจิมาถอดความและเอามาต่อกัน จนได้ข้อสรุปว่า

 

ฟูจิทำถูกแล้ว

 

“ท่านผู้โดยสารคะ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดี ระหว่างสลัดไก่ซอสส้มกับปลาซาบะย่างเกลือคะ?”

“ซาบะย่างเกลือครับ ขอชาร้อนด้วยครับ” เทะสึกะตอบกลับไปด้วยเสียงที่แหบเล็กน้อย

 

จบ.

 

 


Talk!

เย้~~~~~~~~~~ จบแล้ววววว เป็นการจบที่ห้วนเสียยิ่งกว่ากอหญ้าที่ถูกเผาจริง ๆ เลยนะ ฮืออออ คราวนี้เขียนแบบสนองตัญหาของตัวเองล้วน ๆ ไม่มีการออยากฝากอะไรให้ผู้อ่านเลย ต้องขอโทษผู้อ่านด้วยจริง ๆ /โค้ง

สำหรับคู่นี้ ก็ถือว่าเป็น OTP (คู่เมน) ของ จรม. เลยล่ะ แต่คิดว่าคงจะเขียนฟิคคู่นี้แบบดราม่า/ซึม ๆ ไม่ได้อีกแล้ว เพราะ เทะสึกะคุงในสายตาเรามันเด๋อ 555555555555 (ถึงจะเด๋อไม่เท่ายอดชายนายซานาดะก็เถอะ) ส่วนฟูจิในสายตา จรม. ก็เป็นนางเอกสายนางร้าย ดูบ้าน ๆ แต่นางมีความควีนพอ ๆ กับยุกกี้ (ยูคิมูระ) เลยนะ พอเอามาเจอกัน มันหาเรื่องดราม่าไม่ได้จริง ๆ ฮืออออออออออ

ส่วนเรื่องพล็อต เป็นพล็อตด้นสดเลยจ้าาาาาาา /คลุมปี๊บ คือเลื่อนเส้นตายมาก็หลายที แถมทุกคนก็ทยอยส่งกันแล้ว จรม. เลยเกรงใจ ถล่มพล็อตที่แล้วซึ่งดราม่ากว่า และน่าจะยาวระมาณล้านคำเศษ แล้วเปลี่ยนมาเขียนแนวใส ๆ ในโลกปัจจุบันแทน ผลที่ออกมาก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชม เลอะเทะสุด ๆ ก็ฝากไว้เตือนใจทุกคนว่าถ้าเส้นตายมันไมได้ตายขนาดนั้น หรือเรื่องนั้นสละได้ก็สละเถอะ ไม่งั้นงานเขียนก็จะออกมาไม่ค่อยดีแบบนี้ /ร้องห้าย

แต่ถึงกระนั้นก็อย่าเพิ่งเบื่อกันนะจ๊ะ โครงการ One Shot Challenge เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง

อิ_____________อิ

ด้วยรัก จาก จรม.

One Shot Challenge 4: แค่รักแต่ยัง…ไม่มากพอ

One Shot Challenge 4

แค่รักแต่ยัง…ไม่มากพอ

ช่วงเวลา ม. 6 เปรียบเสมือนสงครามเย็นสำหรับเด็กไทย ไม่มีใครตาย ไม่มีอะไรเสียหาย จะมีก็เพียงแค่ความเครียดที่กินเวลาอย่างยาวนานก็เท่านั้น

ผมจรดหัวปากกาลูกลื่นแล้วลากไปตามคำพูดของอาจารย์สอนพิเศษอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นปากกาเน้นคำบ้าง ปากกาลบคำผิดบ้าง พลิกหน้ากระดาษบ้าง ทั้งหมดดำเนินมาเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว

“รัณ ไหวไหม?” ผมหันไปถามเพื่อนที่นั่งข้างซ้ายของผม เขาชื่อ ดารัณ แต่ผมชอบเรียกเขาสั้น ๆ ว่า ‘รัณ’

รัณเป็นผู้ชายตัวเล็ก ผิวขาวซีดแต่ผมกลับดำขลับสุขภาพดี ปากนิดจมูกหน่อยเหมือนผู้หญิง ใส่แว่นตาหนาเตอะ เขาเป็นหนุ่มเนิร์ดจืดจางที่ไม่มีใครให้ความสนใจ… ยกเว้นผม

ผมเป็นเพื่อนเขามาหลายปีแล้ว ถึงจะไม่สนิทกันมาก แต่ผมก็รู้จักเขาดีกว่าใคร ภายใต้รูปลักษณ์อันจืดจางนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความกระตือรื้อร้นและความน่ารักสดใสอย่างหาใครอย่างหาใดเปรียบไม่ได้

“ไหว ๆ” เขาตอบกลับมาพร้อมใช้หลังมือดันแว่นให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะจดต่อ ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำที่เกิดจากการนอนไม่เพียงพอ หน้าก็ซีด ปากเล็ก ๆ นั่นก็แตกเป็นขุย
ผมเงียบไป ก่อนจะกลับไปสนใจอาจารย์ในจอทีวีต่อ เครื่องปรับอากาศส่งเสียงหึ่ง ๆ สลับกับเสียงแหลม ๆ ของอาจารย์ผู้สอน บวกกับอากาศเย็นจนปวดกระดูก ทำให้ผมรู้สึกเพลีย เปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง หัวใจเต้นช้าลง สติหลุดลอยออกนอกหน้าต่างไป ผมจึงตัดสินใจพักสายตาประมาณ 5 นาที แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่าคนข้าง ๆ เริ่มสัปปะหงก
“รัณ ไหวไหมเนี่ย?” ผมถามอีกครั้ง “นอนได้นะ เดี๋ยวเราปลุก”
“อื่อ ๆ” รัณส่ายหัว “เราไม่เป็นไร”
“เฮ้ย นอนได้จริง ๆ นะ พิงไหล่เราก็ได้” ผมยิ้มให้แล้วตบที่ไหล่ซ้ายตัวเอง


ดารัณยิ้มหวานที่สุดในชีวิต ก่อนเอื้อนเอ่ยคำปฏิเสธอย่างเบิกบาน

“ไหล่นายใหญ่ไม่พอให้เราพิงหรอก”


One Shot Challenge No. 4
แค่รัก แต่ยัง ‘ใหญ่’ ไม่มากพอ

ปรี๊ดดดดดดดดดด

“ทำเวลาได้ดีมากรัช! ขึ้นมาพักได้” พี่ศรันย์ โค้ชส่วนตัวของผมตะโกนก้อง เขาเป็นโค้ชของผมมาได้เกือบ 4 ปีแล้ว ก็ตั้งแต่เขามหาวิทยาลัยมานั่นแหละ
ผมพยัดหน้าก่อนจะนวดที่ไหล่ซ้ายเบา ๆ แล้วขึ้นมานั่งพักตรงเก้าอี้ตัวยาวริมสระ
“เอ้า หายเหนื่อยแล้วก็กินน้ำซะนะ” พี่ศรันย์โยนขวดน้ำกับผ้าขนหนูมาให้ก่อนตัวจะตามมานั่งข้าง ๆ “วันนี้ฟรีสไตล์เวลาดีมาก เร็วพอ ๆ กับสมัยที่พี่คัดทีมชาติเลย ฮ่า ๆ!” แกหัวเราะชอบใจ พี่ศรัยน์เป็นอดีตนักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย ส่วนปัจจุบันเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติที่มีชื่อเสียงมาก เพราะนอกจากความสามารถจะโดดเด่นแล้ว พี่ศรันย์ยังมีหุ่นและหน้าตาที่ดีมาก

ไหล่กว้างลาดผงาด เอวสอบ หน้าคม

ดารัณคงจะชอบ…

“โอ้โห งั้นหนทางของผมยังอีกยาวไกลแน่เลยว่ะพี่ ฮ่า ๆ” ผมหัวเราะกลบกลื่นความคิดของตัวเองแล้วถอดหมวกกับแว่นตาว่ายน้ำออก ก่อนจะหายใจยาว ๆ เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจ

ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา ผมกับดารัณก็เจอกันนับครั้งได้ คงจะเป็นเพราะ ดารัณเรียนแพทย์ ส่วนผมเรียนวิศวะ 4 ปีแรกมันก็หนักทั้งคู่ อีกอย่าง คณะของพวกเราก็อยู่ค่อนข้างไกล วิชาที่เรียนด้วยกันก็ไม่มีเลย

“แต่พี่ว่า… วันนี้ผีเสื้อไม่ค่อยสวยนะ” พี่ศรันย์กล่าวขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”
“อ๋อ… คือ… ช่วงนี้นอนน้อยน่ะครับ” ผมตอบอ้อม ๆ ไป
พี่ศรันย์หรี่ตา เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ แน่แหละ เขาแก่กว่าผมตั้ง 3 ปี ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าผมปิดบังอะไรไว้อยู่ แต่เรื่องนี้ผมบอกไม่ได้จริง ๆ

“สารัช พี่เป็นทั้งโค้ช ทั้งพี่คณะเอ็งมา 4 ปีแล้ว” พี่ศรันย์เว้นวรรคไป “เอ็งก็รู้ว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็คุยกับพี่ได้เสมอ…”

“โห้ ขอบคุณครับพี่ แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ แค่แบบ…” ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเลิกคิ้วปลง “งานเยอะงี้”

พี่ศรันย์ก็เออออพยักหน้าแบบเลยตามเลย “เออ วันนี้ไปกินข้าวกันไหม”

“พี่เลี้ยงผมก็ไป” ผมยิ้มยียวน เลยโดนโค้ชตบกบาลเข้าให้  “เออ โอเค ๆ ผมจ่ายเองก็ได้”

“ดีมาก! น้องชายพี่ให้มันได้อย่างงี้ ไปล้างตัวไป” พี่ศรันย์ไล่ “เดี๋ยวพี่ไปรออยู่ข้างนอกนะ”

ผมทำมือเป็นสัญลักษณะว่าโอเคก่อนจะเก็บข้าวเก็บของไปล้างตัว ไม่เกินสิบห้านาทีผมก็เดินออกมาจากสระว่ายน้ำในร่มของมหาวิทยาลัย

แล้วก็ได้เห็นประตูนรกกำลังแง้มรออยู่

พี่ศรันย์กำลังกอดคนคนหนึ่ง เขาอยู่ในชุดนักศักษาชาย แขนเรียวเล็ก ผิวขาวซีดแต่ผมกลับดำขลับสุขภาพดี ปากนิดจมูกหน่อยเหมือนผู้หญิง ใส่แว่นตาหนาเตอะ เป็นหนุ่มเนิร์ดจืดจางที่ไม่มีใครให้ความสนใจ…
ดารัณ…

“ดะ..” เสียงของผมเปล่งออกไปได้แค่นั้น ความรู้สึกหลายอย่างพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่คอแต่หัวใจกลับหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ผมรู่สึกว่าตัวของผมเย็นเฉียบ และโลกกำลังมืดลงเรื่อย ๆ ณ วินาทีนั้นผมวิงวอนต่อทุกอย่าง ให้คน ๆ นั้นเป็นฝาแฝดของดารัณ เป็นญาติดารัญ หรือเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ดารัณ จนกระทั่งเขาผละออกจากพี่ศรันย์แล้วหันมาเห็นผม

“สารัช!” ดารัณยิ้มอย่างเบิกบานเหมือนครั้งนั้น ก่อนจะวิ่งมาหาผมแล้วแตะที่ไหล่ซ้าย “ไม่ได้เจอกันนานเลย เป็นไงบ้าง?”

แปล๊บ!

“สารัช!!”

ผมลงทรุดลงไปกุมไหล่ซ้าย.

ดารัณเรียกชื่อผมดังลั่น.

พี่ศรันย์วิ่งเข้ามาดูและวิ่งไปเรียกนักกายภาพบำบัด.

ดารัณพูดซ้ำ ๆ ว่าขอโทษ.

ผมกัดฟันตอบว่าไม่เป็นไร.

พี่ศรันย์มาพร้อมกับนักกายภาพบัด.

แล้วโอบไหล่ดารัณพร้อมปลอบ.

น้ำตาผมไหล.

นักกายภาพบำบัดถามผมว่าเจ็บตรงไหน.

ผมใช้แขนซ้ายที่ปวดเจียนตายไปกุมหัวใจ.

วิญญานของผมแหลกสลายไปแล้ว.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

5 ปีต่อมา…

ในเย็นวันหนึ่งที่ฝนตกพรำ ๆ ผมขับรถมาถึงร้านอาหารเล็ก ๆ ใจกลางเชียงใหม่แห่งหนึ่ง มันถูกตบแต่งโทนพาสเทลเรียบหรู ภายในมีรูปวาดหลากหลายแบบตั้งโชว์ไว้พร้อมป้ายราคาด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีคนมาซื้อมันไป เมื่อผมเปิดประตูเข้าไป เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็เรียนให้บริกรออกมาต้อนรับ แต่พอเห็นว่าผมเป็นใคร เขาก็รีบวิ่งกลับไปตามเจ้าของร้านทันที

ผมยิ้มก่อนจะเดินไปยังโตะในสุด…

…ที่มีคนรอผมอยู่

“มาช้านะรัช” เขาทักผมทั้ง ๆ ที่สายตายังไม่ละจากเมนู

เขาเป็นผู้ชายตัวเล็ก ผิวพรรณดี ผมดำขลับตัดสั้นทรงผู้ชายทั่วไป จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาทรงหยดน้ำแต่ดันคมกริบราวกับใช้เชือดคนได้ทุกเมื่อ

“ลูกค้าเรื่องเยอะว่ะพี่” ผมนั่งลงก่อนจะหยิบเมนูมาดูบ้าง “ใครจะไปทำงานปีละครั้งแต่ได้เงินก้อนโตแบบพี่วะ”

“เดี๋ยวพ่อก็เป่าหัวให้หรอก” เขาเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ ก่อนที่เจ้าของร้านจะมาทักทาย

อ๋อ ลืมบอก ผมเป็นคนออกแบบร้านแห่งนี้เอง

เมื่อพวกเราทักทายและสั่งอาหารได้พักหนึ่ง เจ้าของร้านจึงผละออกไป ผมเลยได้อยู่แค่สองต่อสองกับพี่ชายในสายเลือด

“เรียนฉันออกมากินข้าวมีอะไร?” เขาถามอย่างเย็นชาตามปรกติ

“ก็… เปล่า” แต่เมื่อเห็นสายตาที่พร้อมจะฆ่าได้ทุกเมื่อ ผมเลยยอมบอกความจริง “ก็คิดถึงอ่ะ เรียกมาไม่ได้หรอ?”

ฝ่ายนั้นทำหน้าเอือมระอา ผมจึงหัวเราะดัง เราสองคุยถามสาระทุกข์สุขดิบกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่อาหารจะมาเสริฟ

“คราวนี้ต้องอยู่นี่นานไหม?” ผมถาม

“ไม่นานหรอก ฉันคิดถึงกรุงเทพจะแย่” เขาเบ้ปาก พี่ของผมเป็นมนุษย์เมืองหลวง แม้ว่าเชียงใหม่จะสะดวกสบายเพียงไร ถ้าชื่อไม่ได้เป็นเมืองหลวงแล้วล่ะก็จะรู้สึกว่าเป็นบ้านนอกคอกนาที่ใช้ชีวิตลำบากไปทันที

ผมพยักหน้าเออออไปแล้วม้วนเส้นสปาเก็ตตี้สีดำเข้าปาก รสชาติเค็มหน่อย ๆ ผสมกับรสเผ็ดจาง ๆ ของเครื่องเทศทำให้ผมรู้สึกสดชื่น

“ทำไมถึงเลิกว่ายน้ำ?” อยู่ดี ๆ พี่ก็ถามเรื่องเมื่อนานมาแล้วขึ้นมา

ผมชะงักตกใจ ก่อนใช้เวลาที่กลืนพาสต้าลงคอเรียบเรียงคำตอบ

“ก็ผมเจ็บไหล่ซ้ายไง ลืมหรอ?”

“ถ้าแค่เจ็บไหล่ซ้ายฉันไม่ถามหรอกนะ” พี่ละลายตาจากผมไปอยู่กับอาหารดังเดิม “งั้นถามใหม่ก็ได้… ทำไมถึงว่ายน้ำ?”

พรืด

เส้นพาสต้าสีดำร่วงหล่นไปกองบนจานดังเดิม ผมเงียบไปแล้วใช้ส้อมเขี่ยพาสต้าเล่น ตอนนี้มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานและเสียงพูดคุยจากโต๊ะอื่น

“ผมอยากไหล่ใหญ่น่ะ…” ผมกล่าวเนิบ ๆ และเมื่อผมเห็นพี่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ผมจึงอธิบายต่อ…

“ผมอยากมีไหล่ใหญ่ๆ ให้ผู้ชายคนหนึ่งได้พิงน่ะ”

One Shot Challenge 3: แพ้ (แพ้ภูมิตัวเอง)

One Shot Challenge 3: แพ้ (แพ้ภูมิตัวเอง)


หมอว่า ต้นไม้ที่กำลังตายควรจะตัดทิ้งไหม?


โรคแพ้ถูมิตัวเองเกิดจากการที่แอนตี้บอดี้ ซึ่งปรกติมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายไม่สามารถแยกได้ว่าไหนคือสิ่งแปลกปลอม ไหนคือสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้น มันทำให้ผู้ป่วยติดหวัดติดเชื้อง่าย และหายยาก ในบางรายที่เป็นหนักมากๆเพียงติดหวัดเบาๆก็ทำให้เสียชีวิตได้แล้ว ในผู้ป่วยทั่วไป จะเกิดอาการอ่อนเพลียและอ่อนแรง จนไม่สามารทำอะไรได้ด้วยต้นเอง และเสียชีวิตในที่สุด


ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูที่เอเตียนเบื่อจะได้ยินจะดังขึ้นทุกๆ เวลา 21.30 น. ของทุกๆวัน หนุ่มผมหยักศกสีเกล็ดปลาทองนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลเอกชนในคิวเบค แคนนาดา ผิวขาวของเขาซีดราวกับสีของแมงกระพรุนที่ถูกพัดมาเกยตื้น ตัวขนาดตัวและส่วนสูงที่ไม่มาก รวมกับใบหน้าตกกระเล็กน้อยทำให้เขาดูเด็กกว่าวัยค่อนข้างมาก ในตอนแรกที่เขามาโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ตอนอายุ 16 เขาก็ถูกส่งตัวไปแผนกเด็กทันที


เสียงเคาะเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตู และเสียงรองเท้าหนังคู่หนึ่งกระทบพื้นห้องเบาๆเข้ามาหาเขา


ทันทีที่เสียงเดินหยุดลงก็มีเสียงวางถาดอะไรสักอย่าง ตามมาด้วยเสียงขีดเขียนและกระดาษพลิกไปพลิกมา


“หมอ…” เอเตียนค่อยๆลืมตา ใบหน้าเลื่อนลอยหันไปมองหมอหนุ่มแว่นผมบลอนด์ที่เป็นเจ้าของไข้


“มีอะไรหรือครับ?” หมอแว่นเลิกคิ้วถามกลับทั้งๆที่ยังไม่หยุดจดขยุกขยิลงในแฟ้มประวัติคนไข้ ตามองแฟ้มบ้าง มองจอเครื่องให้น้ำเกลือที่แสดงผลต่างๆเกี่ยวกับชีพจรและอัตราการเต้นของหัวใจบ้าง


“ข้างนอกหนาวมั้ย?” ร่างเล็กหันไปมองนอกหน้าต่าง ด้วยความที่ห้องเขาติดที่จอดรถ เวลามองออกไปนอกหน้าต่างก็จะพบกับลานจอดรถโล่งกว้าง และต้นเมเปิ้ลใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ผลัดใบจนเกือบโกร๋นแล้ว


“คุณคิดว่าหนาวมั้ยละครับ” หมอยิ้มให้คนที่ดูเป็นเด็กหัวสีปลาทองก่อนจะกดปรับเตียงให้เอนขึ้น


“หนาว…” เอตียนหันกลับมาตอบหมอที่กำลังกดปรับเตียงคนไข้จนเขาได้นั่งในองศาที่สบาย 


หมอแว่นวางแฟ้มสีฟ้าไว้ตรงโต๊ะหัวเตียง ก่อนจะตรวจเช็คอาการคนไข้เหมือนกับที่หมอคนอื่นๆต้องทำเวลาเข้าหวอด


“ใช่ครับ หนาวมากด้วย” หมอพูด แล้วใช้เครื่องมือหมอต่างๆกดตรงนั้น จับตรงนี้ “หนาวจนต้นไม้พากันผลัดใบหมดแล้ว เอ่า หายใจลึกๆนะครับ”


เอเตียนทำตามอย่างว่าง่ายก่อนมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ความหนาวที่ทำให้โลกภายนอกแห้งแร้งช่างโหดร้ายนัก ทำให้บึงกลางเป็นลานน้ำแข็ง ทำให้ทุ่งหญ้าสีเขียวกลายเป็นสีน้ำตาล ทำให้ต้นไม้เขียวขจีแห้งโกร๋นจนตายกันไปหมด ทำให้ผู้คนที่เคยร่าเริงต้องนั่งอยู่แค่หน้าเตาผิง


…โหดร้ายไม่ต่างกับโรคที่เขาเป็นนี่เลย


“นี่… หมอโลแกน” คนไข้เรียกชื่อหมอหนุ่มก่อนจะจับมือหนาที่กำลังสาละวนตรวจเขาด้วยมือซีดเซียว


หมอโลแกนไม่ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มและปล่อยให้เอเตียนลูบไล้มือของเขาตามใจชอบ


“หมอว่า ต้นไม้ที่กำลังตายควรจะตัดทิ้งไหม?”


“อืม…..” โลแกนครางเบาๆอย่างครุ่นคิด “ตัดทิ้งน่ะไม่ควรหรอกนะ เอเตียน ยกเว้นแต่ว่ามันจะไปทำความเดือดร้อนให้ใครน่ะนะ”


“อืม ใช่ๆ” เอเตียนใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างนวดหลังมือโลแกนไปมา “งั้นตอนนี้… ผมกำลังทำความเดือดร้อนให้ที่บ้าน หมอควรตัดทิ้งได้แล้วนะครับ”


คุณหมอเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าเอเตียนจะมีสภาพจิตใจย่ำแย่ขนาดนี้ ระยะเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลมันนานเกินไปสินะ… มือที่ถูกกอบกุมบัดนี้ถอดออกมาแล้วเป็นฝ่ายจับมือเล็กๆนั่นไว้ซะเอง


“เอเตียน คุณไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ครอบครัวเลยนะ แต่ถ้าคุณเป็นอะไรไป นั่นแหละความเดือดร้อนของจริง” สมองคุณหมอแว่นพยายามคิดหาวิธีพูดปลอดประโลมอย่างเร็วจี๋ “คุณสำคัญกับครอบครัวนะครับ”


เอเตียนก้มหน้าอมยิ้มเศร้าๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


“หรอครับ…”


กี่ปีแล้วนะ ที่ไม่ได้เจอคนในครอบครัวเลย…


2 ไหมนะ…?


หรือ 3 กันนะ…?


“อย่างน้อยคุณก็มีผมนะครับ คุณสำคัญกับผม” เสียงนุ่มทุ้มดึงโสตประสาทของเอเตียนกลับมาอีกครั้ง โลแกนใช้นิ้วโป้งไล้แก้มขาวซีด พยายามส่งความอบอุ่นผ่านไป ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีทางไปถึงใจหนุ่มผมส้มก็ตาม


ครอบครัวของเอเตียนลงความเห็นว่าควรจะให้เขาอยู่แต่ในโรงพยาบาล โดยให้เหตุผลซุยๆไปว่าเพราะเขาอ่อนแรงมาก และจะติดเชื้อได้ง่าย แท้จริงแล้ว พ่อแม่ที่แสนจะหัวโบราณไม่อยากมีลูกลักเพศ และไม่อยากให้เขาเป็นตัวอย่างให้น้องชายอันเป็นความหวังสุดท้ายของการสืบทอดกิจการเดินเรือสมุทร


“เอเตียนครับ” โลแกนจับมือทั้งสองของเอเตียนแล้วยิ้มกว้าง


“ไปเดทกันไหมครับ?”


。。。。。。。。。。。。。。


หมอหนุ่มเข็นรถเข็นในเรือนกระจกภายในโรงพยาบาลช้าๆ สปอร์ตไลท์สาดไฟสีขาวแต่นวลตาไปทั่ว เอเตียนนั่งนิ่งๆ ประสานมือไว้ที่หน้าตัก สายตาเลื่อนลอย เหมือนกับมองไปที่ไกลแสนไกล ส่วนหมอโลแกนก็จมดิ่งลงไปในความคิดของตัวเอง


จมลงไป… จมลงไป…


จมดิ่งลึกลงไปจนลืมตัวว่ายังต้องหายใจอยู่…


“หมอ..” แต่น่าแปลกที่เสียงเบาๆของเอเตียนกลับเรียกให้เขาให้กลับมาสู่ความเป็นจริงได้อย่าง่ายดาย


“อยากไปดูปลา…” นิ้วเรียวยาวยกชี้ไปยังทิศทางของบ่อปลาที่มีสะพานหินโค้งพาดข้าม


“ครับ” โลแกนยิ้มให้เอเตียนที่ไม่แม้แต่จะหันมามองแล้วเข็นรถไปตามทางราบเรียบที่ถูกปูทับด้วยหญ้าเทียม


ปลาเล็กปลาน้อยพากันดีดดิ้นตีน้ำสาดกระเซ็นเมื่อมีคนมาให้อาหารมื้อเย็น เสียงปลาตีน้ำดังๆเบาๆเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ


เหมือนหัวใจของหมอในตอนนี้


…ที่เอเตียนจะไม่มีวันรู้เลย


“หมอ” เอเตียนเรียกโลแกนด้วยเสียงเหนื่อยๆเป็นครั้งที่ร้อยของวัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองคนที่อยู่ข้างหลังรถเข็น


และหมอแว่นก็ไม่ตอบอีกเช่นเดิม เพียงแค่เลิกคิ้วรับ


“ไหนว่าหนาวมากไง ฝนตกล่ะ” ว่าแล้วก็มองไปยังหลังคาพีระมิดแก้วที่มีเม็ดฝนเกาะพราว เม็ดแล้วเม็ดเล่า บางเม็ดก็แตก บางเม็ดก็ไหลมารวมตัวกัน แล้วจึงไหลไล้พื้นผิวเย็นเชียบของกระจก


“แปลกแฮะ เมื่อเช้ายังหนาวอยู่เลย ผลกระทบจากโลกร้อนละมั้ง” คุณหมอผละมือออกจากรถเข็นแล้วล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์แทน


อากาศปีนี้ ขึ้นๆลงๆเหมือนอารมณ์คนจังนะ


“หมอ… ง่วงแล้วล่ะ” เอเตียนหาว ก่อนเอาหัวทุยมาพิงพนักรถเข็นอย่างเกียจคร้าน


“งั้นกลับกันเถอะ” โลแกนยิ้ม แล้วค่อยๆเข็นรถกลับไปยังทางเดิมที่มา เพื่อไม่ให้เอเตียนเวียนหัว


หมอแว่นเข็นรถเข็นเอื่อยๆ ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนถึงห้อง และคุณหมออุ้มเอเตียนขึ้นเตียงเตรียนอน


“หญ้าเทียมนี่เหมือนผมเลย…” อยู่ๆเอเตียนก็พูดขึ้น


“หืม? ทำไมละ?” โลแกนที่กำลังดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเอเตียนขมวดคิ้ว หญ้าเทียมงั้นหรอ…?


“เพราะโดนเหยีบเท่าไรก็ไม่ตายน่ะสิ ฮะๆ” คนผมส้มหัวเราะเบาๆ แต่นั่นกลับทำให้คุณหมอฉุกคิดอะขึ้นมาได้


“เอ้อ เอเตียน มาพนันกันมั้ย?” หมอโลแกนลากเก้าอี้มานั่งข้างๆเตียงผู้ป่วย แล้วยิ้มให้เอเตียนอย่างอ่อนโยน “เอเตียนอยากพักยาวๆแล้วใช่มั้ย?”


หนุ่มหัวส้มยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าเบาๆ


“อื้ม”


“แน่ใจนะ?


“แน่สิ… เหนื่อยแล้ว…” ปลายเสียงคนไข้ค่อยๆแผ่วลงเรื่อยๆ หมอหนุ่มให้หางตามองหน้าจอเครื่องให้น้ำเกลือที่บอกอัตราการเต้นของชีพจรของเอเตียน เมื่อดูแล้วปรกติก็โล่งใจ


“โอเค งั้นมาพนันกัน ถ้าพรุ่งนี้เช้าต้นไม้ต้นนั้น” หมอชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียวที่มองเห็นได้จากห้องนี้ ” ….ถ้าพรุ่งนี้เช้าเอเตียนตื่นขึ้นมา แล้วต้นไม้ต้นนั้นไม่เหลือใบไม้เลยสักใบ หมอจะยอมให้เอเตียนพัก แต่ถ้ามันเหลือ แม้เพียงใบเดียว” หมอเว้นวรรคไปอีก ก่อนจะจับมือซีดเซียวของคนตัวเล็ก


“เอเตียนต้องมีชีวิตอยู่ไปกับหมอนะครับ”


เอเตียนเงียบ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีน้ำฝนเกาะพราว ฝนตกแบบนี้ ต้นไม้ที่กำลังผลัดใบต้นนั้นมันจะไปรอดได้ยังไงล่ะ… คนผมส้มคิดพร้อมอมยิ้มแล้วลูบมือหมอด้วยหัวแม่มืออย่างที่ชอบทำ


คุณหมอคงเข้าใจความรู้สึกของเขาแล้วล่ะนะ


ความรู้สึกของคนที่สู้เพื่อตัวตนของตัวเองแล้วถูกทิ้งไว้ข้างหลังน่ะ


“ถ้าหมอจะให้ผมพัก หมอต้องเป็นคนทำนะ…”


“แน่นอนครับ” โลแกนยิ้นบางก่อนจะที่รู้สึกถึงแรงน้อยๆที่โน้มหัวเขาเข้าไปใกล้หน้าคนไข้ และวินาทีต่อมา คือความรู้สึกชื้นๆหยุ่นๆที่ปาก


สำหรับเอเตียน มันคือจูบลาอันแผ่วเบา…


แต่สำหรับหมอโลแกนแล้วนั้น มันคือจูบแห่งการเริ่มต้นเรื่องระหว่างเขาทั้งสองคน


“ราตรีสวัสดิ์ครับหมอ” เอเตียนผละออกมาแล้วยิ้มน้อยๆ


“ครับ หลับฝันดีนะครับ” หมอโลแกนขยี้หัวคนไข้ก่อนจะเดินออกมา


…และไปสะสาง ‘ภาระกิจ’ ของเขา


。。。。。。。。。。。。。。。。


ในความรู้สึกของเอเตียน เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงเร็วกว่าปรกติ เขาลืมตามองเพดานสลับกับหน้าต่างที่มีผ้าม่านสีไข่ไก่ปิดอยู่อย่างสงบนิ่ง


พอจะตายแล้วรู้สึกโหวงๆแฮะ…


อยากอยู่กับหมอนะ แต่ถ้าอยู่ต่อก็คงไม่แคล้วเป็นภาระอีก


สรุปคือ ตายไปก็ดีแล้วแหละนะ


ใครๆก็เป็นเหมือนกันหมด ก็เขามันผิดปรกตินี่นา ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ หมอเองก็คงคิดแบบนั้น ไม่งั้นคงไม่กล้าพนันเรื่องต้นไม้นั่นกับเขาหรอก…


แอบเสียใจนะ ทั้งๆที่คิดว่าหมอโลแกนไม่เหมือนคนอื่นแท้ๆ…


ก๊อกๆ


เสียงเคาะประตูที่เอเตียนก็รู้ว่าใครดังขึ้นเป็นปรกติ ก่อนมี่หมอหนุ่มจะเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่สว่างสไว


เห็นแล้วมันก็อดเจ็บใจไม่ได้


แต่ดูเหมือนหมอโลแกนยังไม่อาจรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้ จึงพาเอเตียนนั่งรถเข็นและเข็นไปใกล้ๆหน้าต่างก่อนจะจับผ้าม่านเตรียมเปิด


“พร้อมนะ?”


“อะ… อื้ม…”


เอเตียนเจ็บ เจ็บจรงอกซ้ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตากลมโตชุ่มน้ำโดยไม่รู้ตัว มือเล็กกำชายเสื้อแน่น จะตายแล้วเป็นอย่างนี้เอง กำลังจะถูกคนที่รักฆ่ามันเป็นอย่างนี้เอง…


กำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังของทุกๆสิ่งมันเป็นอย่างนี้เอง


พรึ่บ!


ในที่สุดผ้าม่านก็ถูกกระฉากออก แสงสว่างวาบจ้าสาดไปทั่วทั้งห้องจนเอเตียนต้องหลับตาปี๋ จากนั้น คนตัวเล็กก็สัมผัสได้ถึงมือหนาที่วางบนไหล่และเสียงอบอุ่นที่กระซิบเบาๆข้างหู


“เปิดตาสิเอเตียน”


เอเตียนยังคงหลับตาแน่น เล็บสวยจิกลงบนหน้าขาตัวเองอย่างไม่รู้ตัว เขากลัวว่าต้นไม้ตะไม่เหลือสักใบ เขากลัวว่าเขาจะเป็นผู้ชนะพนัน


“เอเตียนครับ เชื่อหมอนะ ลืมตาเถอะ…”


เสียงอบอุ่นที่ดังกล่อมเป็นเหมือนเสียงของมัจจุราช น้ำอุ่นๆหยดแหมะๆลงบนมือขาวซีดพร้อมกับดวงตากลมโตที่ค่อยๆเปิดขึ้นรอรับความจริงที่ว่า ต้นไม้ต้นนั้น…


…ยังมีใบเหลืออยู่หนึ่งใบ!!


เอเตียนยกมือปาดน้ำตาลวกๆอีกครั้งก่อนจะเพ่งดูให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้กลัวตายจนตาฝาด


…มันมีใบเหลืออยู่จริงๆ!!


“เป็นไปได้ยังไงกัน..?” เอเตียนรำพึง มือเกาะขอบหน้าต่างไม่ปล่อย


“เอเตียน” หมอหนุ่มทอดเสียงนุ่ม พร้อมลูบหัวทุยสีเกล็ดปลาทองเบาๆ “ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ มันดำเนินชีวิตไปด้วยความหวังทุกวันนะ”


ใบไม้สีเขียวอ่อนนั่นเป็นตัวแทนของความหวัง


เราไม่รู้หรอกว่าอะไรรอเราอยู่ในวันพรุ่งนี้


ดังนั้น ขอเพียงแค่เราไม่ถอดใจ ความหวังใหม่ก็จะเข้ามาหาเราทุกวันเสมอ


“เอเตียนครับ” โลแกนเรียกเอเตียนอีกครั้ง ก่อนจะคุกเข่า แล้วหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์


“แต่งงานกับหมอนะครับ”


。。。。。。。。。。。。。。


สองปีต่อมา


ณ คฤหาสน์หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ไปสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคู่และเด็กหนึ่งคนแถวๆชานเมืองคิวเบค


หลังพาลูกบุญธรรมวัยห้าขวบเข้านอนเรียบร้อย เอเตียนก็เดินลงมาหาโลแกนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าเตาผิง


“โลแกน” เอเตียนเรียกสามีด้วยสรพพนามที่เปลี่ยนไปตามระยะเวลาที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ก่อนจะเข้าไปอุ้มลูกแมวพันธุ์ไทยที่สั่งซื้อมาราคาแสนแพงมากอดแล้วเดินไปนั่งบนโซฟาตัวยาวตรงข้ามโลแกนอย่างที่ทำประจำ เจ้าแมวตัวเล็กร่างเพรียวหน้าเจ้าเล่ห์ส่งเสียงครางมี้ในคอเบาๆ ปลายหางตบขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอเมื่อรู้สึกสบายตัว


“ว่าไงครับที่รัก?” โลแกนยังอ่านหนังสือต่อไป


“นางพยาบาลคนที่เคยดูแลผมบอกว่าต้นไม้ต้นนั้นถูกโค่นไปแล้ว จริงหรือ?” เอเตียนถามพลางจับลูกแมวให้นอนท่าสบายๆแล้วเกาพุงให้


“อ๋อ ใช่ๆ ลืมบอกไปเลย” คุณหมอวางหนังสือลง  “ผมมีอะไรจะให้เอเตียนด้วยนะ”


เอเตียนเลิกคิ้ว


“รอแปปนึงนะ มันอยู่ในรถ” ว่าจบคุณหมอก็ก้าวฉับๆออกจากห้องไป


“พรุ่งนี้ก็ได้มั้งครับคุณ ไม่ต้องลงไปเอาหรอก!” เอเตียนตะโกนไล่หลัง แต่คุณหมอก็ไม่ได้ยินเสียแล้ว คนตัวเล็กจึงได้แต่นั่งอมยิ้มรอดูว่าสุดที่รักจะหาอะไรมาเซอร์ไพร์ซเขาอีก


“เอเตียนครับ” ไม่นานเกินรอ หมอโลแกนเดินเข้ามาพร้อมหนังสือหนึ่งเล่มก่อนมานั่งข้างเอเตียน


“หนังสืออะไรนะ?” เอเตียนชะโงกหน้าไปดูด้วยความอยากรู้ หมอหนุ่มเลยดึงร่างคนตัวเล็กเข้ามากอด


“สมุดจดเรื่อยเปื่อยของผมเองแหละ” คุณหมอว่ายิ้มๆก่อนกรีดหน้าสมุดจนมาหยุดลงกลางเล่มที่มีของบางอย่างคั่นอยู่


“ใบไม้ปลอม?” เอเตียนหยิบเจ้าใบไม้สีเขียวอ่อนขึ้นมาดูแล้วเบิกตากว้าง


“อย่าบอกนะว่า…”


“อืม ใช่แล้วล่ะ ใบไม่ปลอมอันนี้แหละที่ทำให้เอเตียนแพ้พนัน” คุณหมอหนุ่มยิ้มแฉ่งพร้อมเฉลยความลับที่เก็บงำเอาไว้ตั้งสองปี


“คุณทำได้ยังไงน่ะ?” เอเตียนทั้งยิ้มทั้งทึ่ง เขาโดนหลอกมาตั้งสองปีแหนะ


“ก็วันนั้นเอเตียนพูดถึงหญ้าปลอมเลยนึกขึ้นได้น่ะ ผมเลยไปขอเจ้านี่จากต้นไม้ปลอมหน้าเคาท์เตอร์พยาบาลชั้นล่าง แล้วก็เอาเทปไปพันติดที่ต้นไม้…” โลแกนกระชับกอดก่อนจะพังจมูกลงบนเรือนผมส้มๆของคนที่เขารักหนักหนา


“คุณมันบ้าจริงๆโลแกน” เอเตียนยิ้มแก้มปริพร้อมกอดหมอหนุ่มกลับ ทั้งคู่มองออกไปนอกหน้าต่าง ย้อนนึกถึงการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงสองปีที่ผ่านมา มันเยอะมาก แต่ทั้งคู่ก็พอใจมากเช่นกัน


โลแกนขอเขาแต่งงานในคืนที่เขาแพ้พนัน นั่นทำให้เขาอยากอยู่ต่อ และยอมรับการรักษาเต็มรูปแบบจากคู่หมั้นอย่างที่ไม่เคยยอมมาก่อน จากนั้นสามเดือนให้หลังเขาก็แข็งแรงมากพอที่จะกลับไปอยู่บ้าน และแน่นอน แข็งแรงพอที่จะแต่งงาน


แต่ถึงอย่างนั้น เอเตียนก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปที่บ้าน เพราะยังแอบน้อยใจพ่อกับแม่อยู่


พวกเขาจัดงานแต่งงานเล็กๆ ในสวนหลังบ้านของโลแกน คนที่มาร่วมงานก็ไม่พ้นบรรดาเพื่อนหมอและพยาบาลที่เคยดูแลเอเตียน รวมถึงคนที่คาดไม่ถึงอย่างครอบครัวเอเตียนก็มาด้วย


ไม่รู้ว่าไปเอาข่าวมาจากไหน แต่น้องชายของเขาพาพ่อกับแม่มาด้วย และยังมาบอกข่าวดีอีกสองเรื่อง นั่นคือเขากำลังจะแต่งงานเหมือนกัน และ สอง พ่อแม่ก็เข้าใจเอเตียนแล้ว


จริงๆเอเตียนก็ยังน้อยใจอยู่ แต่เมื่อเห็นหน้าพ่อกับแม่ที่โผเข้ากอดเอเตียนทีที่เจอกัน ทิฐิทั้งหมดที่มีก็พลันมลาหายไป


ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นอย่างไร ลูกก็รักพ่อแม่วันยันค่ำนั่นแหละ


และไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร พ่อแม่ก็หวังอยากเห็นลูกมีความสุขวันยันค่ำเหมือนกันนั่นแหละ


วันนั้นเอเตียนมีความสุขจนกลั้นน้ำตาไม่ไหว คนรัก เพื่อนพ้อง ครอบครัว อนาคต ความหวัง สุขภาพที่ดี… เขามีทุกอย่างครบแล้ว


วันคืนหวานชื่นผ่านไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว หลังจากต้องไปๆมาๆระหว่างบ้านเขาและโลแกน กว่าจะจัดการเรื่องต่างๆเสร็จก็กินเวลาไปเกือบครึ่งปี


เมื่อชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทาง เอเตียนกับโลแกนเองก็เลยรับเลี้ยงลูกบุญธรรม เพื่อแก้เหงาและทำให้บ้านหลังนี้อบอุ่นมากขึ้น แต่ถึงกระนั้น เอเตียนก็ยังรู้สึกว่าเขาว่างเกินไปอยู่ดี


เขาจึงตัดสินใจกลับไปช่วยธุระกิจเดินเรือสมุทรของที่บ้าน ซึ่งเขาก็ทำได้ดีจนน้องชายคิดจะยกให้ดูแลต่อ แต่เอเตียนขอเพียงเป็นที่ปรึกษา เพราะเขาเองอยากจะใช้เวลาดูแลหมอโลแกนและลูกบุญธรรมให้เต็มที่


ถ้าวันนั้นเขาถอดใจ เขาคงไม่มีชีวิตที่เหมือนฝันเช่นนี้หรอก


ขอบคุณจริงๆ

One shot Challenge 2: ดอกไม้ (ดอกเหมย)

One Shot Challenge 2: ดอกไม้ (ดอกเหมย)

• ดอกเหมยริมผาหิมะ •

你听不出来风声不存在 是我在感慨
หากเธอคงแยกไม่ออก ว่านั่นไม่ใช่เสียงลมที่ครวญหวนไห้

是我在感慨
แต่เป็นเสียงทอดถอนใจอย่างร้าวรานของฉันเอง

เมื่อเหมันต์มาเยือน ดอกไม้อื่นๆก็จะร่วงโรย ยอมสิโรราบให้กับความเหน็บหนาว เหลือเพียงดอกเหมยที่สามารถบานท้าหนาวอวดสีชมพูงามตาดั่งแก้มของสาวแรกแย้มเพื่อตัดกับหิมะขาวบริสุทธิ์อันเย็นชาอย่างงดงาม

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงยกย่องให้ดอกเหมยเป็นสัญลักษ์ที่แสดงถึงความแข็งแกร่งและการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค์ใดๆ

และด้วยเหตุนี้อีกครั้ง ‘เสวี่ยเหยียน’ ต้าอ๋อง(กษัตริย์)แห่งรัฐเสวี่ยฝาน รัฐที่มีพื้นที่กินเทือกเขาใหญ่ทางตอนเหนืออันหนาวเหน็บทั้งหมด จึงทรงโปรดอกเหมยยิ่งนัก

แต่นั้นคงจะเป็นแค่หนึ่งในสองเหตุผลเท่านั้น

ว่ากันว่า อดีตคนรักของต้าอ๋องผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ มีนามว่า ‘เหมย’ เช่นเดียวกัน

ไม่มีใครเคยพบเห็นนาง บ้างก็ว่า เป็นสาวงามที่เกิดและโตในวังหลวง บ้างก็ว่า เป็นสาวงามต่างรัฐ บ้างก็ว่าเป็นหญิงกณิษฐา บ้างก็ว่า เป็นเฉลยแสนงามจากต่างรัฐ

บางก็ว่า… บางก็ว่า.. บ้างก็ว่า แต่จากข้อสันนิฐานทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่เป็นจุดร่วมคือ ‘เป็นสาวงามที่ต่ำศักดิ์’ ดังนั้น หนึ่งพระองค์กับหนึ่งคนจึงครองคู่กันดังใจหวังมิได้

…แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง

แท้จริงแล้ว ‘เหมยแสนงาม’ ของต้าอ๋องแห่งเสวี่ยฝานเป็นบุรุษ และไม่ใช่บุรุษต่ำศักดิ์ เขาเป็นถึงคุณชายบัณฑิตจากตระกูลเก่าแก่ของรัฐใหญ่หางไกลจากที่นี่ไปนับพันลี้ ด้วยความสามารถทางด้านดนตรีและภาษาศาตร์อันเลื่องลือไปทั่วล้าของเหมยงาม รวมกับที่เสวี่ยฝานเป็นเมืองแห่งศิลปะและดนตรี นั่นทำให้หนึ่งพระองค์และหนึ่งคนได้มาพบรักกัน

บุรุษผู้เป็นเหมยแสนงามนั้นมีนามว่า ‘อวิ้นเหมย’

“ฝ่าบาท…” เสียงหวานเรียกพระสวามีเบาๆให้ตื่นจากภวังค์ บางทีนางก็ป่วยใจกับอาการเหม่อลอยมองออกไปทางทิศใต้ของต้าอ๋องที่จะเกิดเฉพาะตอนที่ต้องอยู่กันสองต่อสองเท่านั้น

เสวี่ยเหยียนไม่ตอบอะไร เพียงแต่ผินหน้ามาและเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆเพื่อถามว่ามีอะไร

เหม่ยฮวาถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทางเย็นชา ไม่ใช่ว่านางเจ็บปวดที่ต้าอ๋องไม่รัก เพราะนางเองก็ไม่ได้รักพระองค์เหมือนกัน นางเพียงแค่เวทนาและสงสารต้าอ๋องผู้โดดเดี่ยว

“ฝ่าบาท ถ้ายังทรงเศร้าโศก อวิ้นเหมยผู้นั้นต้องไม่ดีใจแน่เพคะ” เหม่ยฮวาพูดเสียงอ่อนโยนระคนอดกลั้นเหมือนน้องสาวที่อยากจะปลอบโยนพี่ชายจากความโศกเศร้าเสียใจ แต่ก็รำคาญท่าทางเฉื่อยชาที่เกิดจากความเสียใจนั่นเสียเหลือเกิน

แต่เหมือเสวี่ยเหยียนจะไม่ได้ยิน หรือแกล้งไม่ได้ยินก็ไม่รู้ มือหนาที่จับทั้งดาบทั้งผู่กันและเครื่องดนตรีจนเชี่ยวชาญหยิบถ้วยชาที่ส่งควันร้อนๆพร้อมกลิ่นหอมมะลิจางๆขึ้นมาแตะริมฝีปากบางเฉียบ

“มาหาข้ามีธุระอะไร?” เสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาช่างเลื่อนลอย ไม่หนักแน่นเหมือนในโถงว่าการ

“หม่อนฉันนำขลุ่ยหยกขาวจากแคว้นฉิงมาถวายเพคะ” ว่าจบ เหม่ยฮวาก็ปรบมือเบาๆสองที เรียกนางกำนัลคนสนิทให้นำกล้องไม้ยาวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เข้ามา “ท่านเทพอาจารย์คังเป็นคนแกะขลุ่ยเองกับมือเลยนะเพคะ”

“ขอบใจ” เสวี่ยเหยียนตอบส่งๆทั้งๆที่ยังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่เป็นเชิงว่าไล่ แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้อยู่ต่อ

เหม่ยฮวาลอบถอนหายใจเบาๆ นางรักและบูชาเสวี่ยเหยียนดังพี่ชายคนนึง เมื่อพี่นางทุกข์จนป่วย จะให้นางอยู่เฉยได้อย่างไร ด้วยรู้ว่าเสวี่ยเหยียนโปรดดนตรีถึงเพียงไหน และคิดว่าถ้าได้ขลุ่ยหยกขาวที่แกะโดยท่านเทพอาจารย์คัง ท่านพี่เหยียนของนางคงจะดีใจ และคลายทุกข์ลงบ้าง นางจึงให้คนนำหยกขาวที่มาจากแคว้นฉิง แคว้นที่มีหยกขาวเนื้อดีที่สุดและแพงที่สุด พร้อมทั้งตามตัวท่านเทพอาจารย์คัง ผู้มีฝีมือทำขลุ่ยเป็นเลิศที่สุดในโลกล้ามาทำให้อย่างยากลำบาก

“ท่านพี่เหยียนจะทรงไม่เปิดดูหน่อยหรือเพคะ?” สรรพนามเดินที่ไม่ได้ใช้มานานปีทำให้เสวี่ยเหยียนเลิกคิ้วเล็กน้อย

แต่ต้าอ๋องแห่งเสวี่ยฝานก็ยังคงไม่ตอบอะไร

คราวนี้ถือเป็นการไล่แล้ว

…ปากไม่ตรงกับใจ เดี๋ยวก็แอบเปิดเชื่อข้าสิ

ฮองเฮาคิดแล้วเบ้ปาก เป็นกริยาที่ไม่เหมาะสมยิ่งนัก แต่นางก็หาได้ใส่ใจไม่ เพราะคนที่อยู่ในห้องนี้ก็ไม่ได้ใส่ใจนางสักเท่าไรอยู่แล้ว

และเพื่อตอบแทนความไม่ใส่ใจนั่น ฮองเฮาก็จะไม่ทูลความพิเศษของขลุ่ยเลานี้ให้ต้าอ๋องฟัง

“ถ้าท่านพี่เหยียนเป่าแล้วอยากชมท่านเทพอาจารย์คังหรือติดใจสิ่งใด โปรดเรียกเสี่ยวเหมยได้ทุกเวลา” เหม่ยฮวายกสรรพนามเดิมๆมาใช้อีกครั้ง “วันนี้เสี่ยวเหมยขอลาไปก่อน” จากนั้นจึงคำนับสวามีผู้มีอำนาจมากกว่าทุกชีวิตบนแผ่นดินนี้รวมกันและลุกออกไปอย่างเงียบเชียบ

เสวี่ยเหยียนเหม่อมองออกไปทางทิศใต้ด้วยสายตาเหมือนจะว่างเปล่า… เหมือนบ่อน้ำที่ใสแจ๋ว แต่มองลงไปเท่าไรก็ไม่เห็นก้นบ่อสักที

บนแผ่นดินที่ห่างออกไปทางใต้อันไกลเกินหมื่นลี้นั้นเป็นที่ที่มีที่รักของเขาหลับไหลอยู่

เสวี่ยเหยียนหลับตาลงข่มความเจ็บปวดเหลือคณา เมื่อภาพของเหมยแสนงามของเขาร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดเมื่อคราวที่ถูกเขาหักหลังมันฉายวาบเข้ามาในสมอง

ในวันที่หิมะไม่ได้ตก แต่ทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยสีขาว เสวี่ยเหยียนเรียกอวิ้นเหมยออกมาพบในสวนเหมย สวนหลังตำหนักมังกรที่พวกเขามาพลอดรักกันบ่อยๆ และดำเนินตามแผนการ ‘ไล่ม้าเข้าป่า’ ทันที

พระองค์ยกเรื่องการตบแต่งฮองเฮาและมีรัชทายาทมาเป็นดาบเฉือนใจอวิ้นเหมยก่อน แล้วจึงลงดาบจริงตามทีหลัง สร้างความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดให้อวิ้นเหมย เพื่อให้อวิ้นเหมยหนีกลับบ้านเกิด อันเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด

ถึงแม้การลงดาบครั้งนั้นจะแค่ทำให้ผิวหนังถลอก แต่อวิ้นเหมยเองก็สะเทือนใจกับเรื่องการแต่งงานเสวี่ยเหยียนยิ่งนัก และเข้าใจไปว่าเสวี่ยเหยียนต้องการไล่ตนไปเพื่อจะได้ไม่เป็นที่ขัดลูกหูลูกตาของฮองเฮา ดังนั้นวันรุ่งขึ้น ในจวนของอวิ้นเหมยที่เสวี่ยเหยียนควบคุมการก่อสร้างเอง และเสร็จได้ไม่ถึงปีจึงกลายเป็นจวนไร้นาย และถูกสั่งปิดตายในที่สุด

ข้าทำเพื่อเจ้า เพื่อความปลอดภัยของเจ้า และชีวิตอีกนับหมื่น

ถึงข้าจะต้องเฉือนใจตัวเองก็ต้องยอมทน

เพราะข้าคือต้าอ๋อง

เพราะข้าคือกษัตริย์ ผู้เสียสละนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าหิมะเดือนสิบสอง เพื่อให้ประชาชนในรัฐของข้าได้อยู่อย่างสงบสุข

ข้าเสียใจเหลือเกิน อวิ้นเหมย… ดอกเหมยที่รักของข้า

ถ้าเลือกเกิดได้ ข้ายอมเกิดเป็นคนต่ำศักดิ์ที่จะได้อยู่กับเจ้าจนผมหงอกขาว

ข้าเสียใจ.. เหลือเกิน…

เมื่อลืมตาขึ้น พระเนตรคมช่ำไปด้วยน้ำอุ่นที่กลั่นมาจากหัวใจที่รวดร้าว เขายังทำใจไม่ได้ และจะไม่มีทางทำได้ แต่ก็ไม่สามารถไปรับคนรักงามกลับมานอนพักที่นี่ได้เช่นกัน

อวิ้นเหมยควรได้หลับไหลอยู่ใต้แผ่นดินเกิดของตัวเอง

เมื่อก้าวขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากต้าอ๋องคนก่อนด้วยอายุเพียงสิบแปดชันษา และด้วยตัวเสวี่ยเหยีนยที่มีความสามารถรอบตัวมากมายอย่างหาตัวจับยาก ทั้งยังเย็นชาและไร้หัวใจ ต้าอ๋องคนใหม่แห่งเสวี่ยฝานจึงได้ชื่อว่า ‘บุรุษผู้ไร้จุดอ่อน’

แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่ได้พบกับอวิ้นเหมย หัวใจของต้าอ๋องหนุ่มก็เต้นอีกครั้ง กลายเป็นคนมีหัวใจอีกครั้ง

…พร้อมกับกลายเป็นคนที่มีจุดอ่อนอีกครั้ง

ต้าอ๋องผู้ไร้จุดอ่อนพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อครู่นี้เสี่ยวเหม่ยได้นำขลุ่ยหยกขาวมาถวาย ถ้าได้เป่าสักเพลงสองเพลง คงจะลืมความทุกข์ได้ชั่วขณะหนึ่ง

คิดได้ดังนั้น เสวี่ยเหยียนก็เปิกกล่องไม้ยาวสลักลวดลายวิจิตรยิ่งกว่าฝาบ้านขุนนางบางคนออก มือหนาเชี่ยววิชารอบด้านหยิบขลุ่ยหยกขาวที่ถูกวางไว้อย่างสงบนิ่งบนผ้ากำมะหยี่สีแดง และห่อด้วยผ้าแพรสีเขียวปีกแมลงทับอันเป็นสีโปรดของพระองค์ออกมา ก่อนจะค่อยๆเกะผ้าแพรออกช้าๆ ขลุ่ยหยกขาวล้ำค่าอันถูกแกะอย่างประณีตปรากฎสู่สายตา พระเนตรคมดุจพญาเหยี่ยวไล่พินิจพิจาณณาลายมังกรที่มีความงดงามอ่อนช้อยและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน ปลายขลุ่ยสลักคำว่า เหยียน ซึ่งเป็นชื่อตัวของเขา แปลว่า หน้าผา พาลพาให้นึกถึงชื่อของเขา และเรื่องระหว่างเขากับอวิ้นเหมย

เสวี่ย คือหิมะ

เสวี่ยเหยียน คือ หน้าผาหิมะ

ส่วน อวิ้น แปลว่าดนตรี

อวิ้นเหมย จึงแปลว่า เสียงเพลงแห่งดอกเหมย

เมื่อเอาสองชื่อนี้มาอยู่ด้วยกัน ก็คือหน้าผาหิมะที่มีเสียงเพงแห่งดอกเหมยคอยขับกล่อม เป็นสองสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและรื่นรมย์ เหมาะสมกันยิ่งนัก

…แต่น่าเสียดาย ที่ดอกเหมยตกหน้าผาหิมะนั้นไปเสียก่อนที่จะได้บรรเลงเสียงดนตรีให้กังวาลไปทั่วหล้า

อวิ้นเหมย ไม่ว่าสิ่งใดก็ทำให้ข้าคิดถึงเจ้าได้เสมอ

นี่เพิ่งเริ่มฤดูหนาว ดอกเหมยที่ปลูกในวังหลวงจึงยังบานไม่เต็มที่ สีของดอกตูมๆนั่นเป็นสีแดงสดเช่นเดียวกับเลือด เสวี่ยเหยียนย้อนนึกไปถึงครั้งที่เขาทรยศและหักหลังอวิ้นเหมยผู้เป็นดอกเหมยแสนงามของเขาอีกครั้ง เพื่อรักษารัฐเสวี่ยฝานที่กำลังอ่อนแอเพราะต้าอ๋องยังหนุ่ทแน่นแต่ขาดประสบการณ์ ไม่ให้ถูกรัฐใหญ่เล่นงานผ่านจุดอ่อน วันนั้น สีเลือดของเสวี่ยเหมยที่หลดลงบนหิมะสีขาวหยดแล้วหยดเล่าก็เป็นเช่นเดียวกับดอกเหมยตูมๆนั่น

เพียงเพราะข้าไร้ความสามารถ… จึงไม่สามารถให้เจ้าอยู่ข้างกาย และปกป้องเจ้าได้

เพียงเพราะข้าอ่อนแอ… คนรักของข้าจึงกลายเป็นจุดอ่อนให้ใครต่อใครเล่นงาน

แต่ข้ารู้ว่าเจ้านั้นเข้มแข็ง และจะยืนกรานว่าจะอยู่กับข้าตลอดไป ไม่ว่าจะทำอย่างไรเจ้าก็ไม่ไปแน่

…ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องหักหลังเจ้า ข้าจึงจำเป็นต้องหันคมดาบใส่เจ้า แล้วแสรงทำเป็นหมดรักแล้ว เพื่อไล่เจ้าให้ไปไกลๆ

ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้

ถ้าเจ้าไม่ตกใจ เจ้าจะคิดได้ว่า รักของข้าที่มีต่อเจ้ามันจะไปหมดได้อย่างไร…

เพราะรักมาก จึงจำต้องปล่อยไป…

ข้าเจ็บ… ข้าเจ็บเหลือเกินอวิ้นเหมย

ข้าเจ็บที่ต้องเฉือนหัวใจตัวเอง เพื่อแลกกับชีวิตของประชาชนนับหมื่น แผ่นดินเสวี่ยฝานที่สงบสุข และความปลอดภัยของเจ้า

ข้าทำถูกแล้วใช่หรือไม่?

เจ้าโกรธข้ารึเปล่า…?

ข้าสาบาน หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะอยู่หนใด แม้จะห่างไกลเกินหมื่นลี้ ข้าก็จะตามไปรับเจ้า และจะไม่ปล่อยเจ้าไปอีกแล้ว

ริมฝีปากบางที่เมื่อเอื้อนเอ่ยคำใดก็เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ยกขึ้นจรดขลุ่ยเนื้อเย็นแล้วเริ่มเป่าเป็นทำนองที่ทุกคนในวังหลวงคุ้นเคย

ทำนองที่หนึ่งพระองค์แต่งให้หนึ่ดอกเหมยแสนงามที่อยู่แสนไกลเกินหมื่นลี้

我送你离开千里之外 你无声黑白
ฉันส่งเธอจากไป ไกลเกินพันลี้ ภาพขาวดำของเธอในความทรงจำของฉันไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ย

沉默年代或许不该
เดือนปีแห่งความเปลี่ยวเหงา หรือแท้จริงแล้วไม่ควรเลย

太遥远的相爱
ที่จะส่งรักจากไปไกลแสนไกลถึงเพียงนั้น

我送你离开 天涯之外
ฉันยอมปล่อยเธอจากไป ไกลเกินขอบฟ้า

你是否还在?
เธอยังอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่

琴声何来?
เสียงกรีดพิณร่ายลอยลมจากหนใด

生死难猜
เป็นหรือตายยากจะคาดเดา

用一生去等待
ขอใช้ทั้งชีวิต… เพื่อเฝ้ารอเธอ

。。。。。。。。。。。。。。。。

ในอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งห่างจากเสวี่ยฝานมาทางใต้เกินหมื่นลี้ เสียงขลุ่ยไม้ไผ่ดังเป็นทำนองอบอุ่นกังวาลทั่วจวนเศรษฐีใหญ่ในรัฐที่หิมะตกเพียงปีละครั้งสั้นๆ สร้างความผ่อนคลายให้กับข้าทาสบริวานที่ทำงานในจวนแก่งนี้ยิ่งนัก

เป็นเวลาเก้าปีมาแล้วที่ไม่ได้ติดต่อไป

เป็นเวลาเก้าปีมาแล้วที่เขาหลอกต้าอ๋องแห่งเสวี่ยฝานไว้ว่าเขาตรอมใจตายหลักจากถูกพระองค์หักหลังได้เพียงไม่ถึงครึ่งปี

พระองค์ทรงต้องโทษตัวเองอยู่ทุกๆวันเป็นแน่

แม้นข้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ลูกเศรษฐีธรรมดาๆอย่างข้าจะไปห้ามต้าอ๋องรัฐห่างไกลไม่ให้ปกป้องบ้านเมืองเพียงเพราะความรักต้องห้ามได้เช่นไร

อวิ้นเหมยนั่งอยู่ริมบ่อบัวในจวนของตระกูลซิ่น ตระกูลเก่าแก่ของรัฐตงหลัวที่ห่างจากเสวี่ยฝานเกินหมื่นลี้มาทางใต้ ผมยาวดำขลับถูกปล่อยสยายพริ้วริ้วเล่นกับลมเย็นสดชื่น เสียงต้นไผ่เสียดสีกันฟังดูรื่นหู สภาพภูมิอากาศของตงหลัวนั้นดีกว่าเสวี่ยฝานยิ่งนัก การเกษตรก็ดีกว่า การติดต่อค้าขายก็ดีกว่า สิ่งเดียวที่แย่กว่านั้นมีเพียงภูมิประเทศที่ถูกพายุโจมตีบ่อยจนเกินไป

“ในจวนเย็นๆมีไม่นั่ง มานั่งตากแดดอะไรอยู่ตรงนี้น่ะ อวิ้นเอ๋อร์” เสียงห้าวที่แฝงไปด้วยความห่วงใยของคุณชายหย่งเหอดังขัดทำนองขลุ่ยของอวิ้นเหมย แต่เหมยงามของต้าอ๋องรัฐเสวี่ยฝานหันกลับไปทักทายอย่างไม่ถือความ

“เจ้าเห็นว่าข้าดีดพิณอยู่หรือไร?” อวิ้นเหมยตอบด้วยคำถามติดตลกพร้อมกลั้วหัวเราะแล้วนั่งมานั่งขัดสมาธิเพื่อคุยกับลูกพี่ลูกน้อง “มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?”

“มาหาลูกพี่ลูกน้องนี่ต้องมีธุระหรือไร?” หย่งเหอถามกลับบ้างแล้วทำหน้ายียวน “หรือเจ้าทำเป็นลืม ไม่อยากรู้เรื่องราวในวังหลวงแห่งเสวี่ยฝานแล้ว?”

อวิ้นเหมยเบ้ปาก เล่นตัวนิดๆหน่อยๆ มาทำเป็นขู่ คอยดูเถอะ ไว้เขารู้ว่าใครเป็นคนรักของหย่งเอ๋อร์จะเล่นให้หนัก

“น่าๆ อย่างอนสิ ข้าเป็นถึงผู้เดินสารระหว่างรัฐทั้งเก้า ทั้งยังเป็นญาติเจ้า ไหนเลยจะใจร้ายใจดำถึงเพียงนั้น” หย่งเหอนั่งลงบ้าง แล้วตบมือเบาๆสองทีเรียกสาวใช้ให้ยกชาและขนมมาให้

“แล้วเจ้าพกกล่องอันใดมาด้วย?”

อวิ้นเหมยถามทันทีที่หย่งเหอวางกล่องยาวๆที่ว่านั่นอย่างเบามือ เจ้าคนโดนถามกระแอมไอ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้ากลั้นเขิน

“คนรักของข้าได้ให้เทพอาจารย์คังแกะสิ่งนี้จากหยกขาว อันหนึ่งให้เจ้า อันหนึ่งถวายให้ต้าอ๋องแห่งเสวี่ยฝาน”

อวิ้นเหมยตาโตตั้ง ทั้งเรื่องที่หย่งเหอยอมรับว่ามีคนรัก ทั้งเรื่องของถวายเสวี่ยเหยียน มือเรียวเชี่ยวดนตรีเอื้อมไปหมายจะหยิบกล่อนยาวมาดู แต่ก็ถูกหย่งเหอตีมือเข้า

“อันใดของเจ้า! ก็นี่มันของๆข้ามิใช่หรือ!” เหมยงามโวยวาย แล้วนั่งกอดอกหลังตรงแหน่ว กลัวจะถูกลูกพี่ลูกน้องแกล้งเข้าอีก

“เดี๋ยวค่อยเปิดก็ได้ จะรีบไปใย” หย่งเหอส่งขนมเข้าปาก ก่อนจะจิบน้ำชาตาม “เจ้าไม่อยากรู้เรื่องของต้าอ๋องแห่งเสวี่ยฝานแล้วหรือ?”

“อยากสิ!” อวิ้นเหมยถลึงตาใส่คู่สนทนาราวกับว่าถ้าในอีกสองประโยคข้างหน้าไม่เกี่ยวกับเสวี่ยเหยียน เขาจะเอาขลุ่ยไม้ไผ่ยัดปากหย่งเหอเสีย

“ต้าอ๋องทรงมีพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ไม่ถึงเจ็บออดๆแอดๆ หรือ จับดาบไม่ได้” หย่งเหอเริ่มเล่าแล้วแต่ยังก็ยังลีลา กินขนมบ้างจิบน้ำชาบ้าง อวิ้นเหมยที่เป็นคนรอฟังทั้งเป็นห่วงเสวี่ยเหยียน ทั้งอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอให้เล่าเร็วๆก็เลยยกขลุ่ยขึ้นมาชี้หน้าขู่

“หมดแล้วล่ะ” หย่งเหอวางแก้วชาลงข้างๆจานชนมที่หมดเกลี้ยงดั่งความอดทนของเหมยงามที่กำลังะหมดลงเช่นกัน

“หย่งเอ๋อร์…” อวิ้เหมยลากเสียงยาว “หากเจ้ายังเล่นลิ้นกับข้าเช่นนี้ เจ้าได้มีลิ้นเป็นไม้ไผ่เพิ่มอีกอันแน่”

“ข้าไม่ได้เล่นลิ้นนะ” หย่งเหอยกมือขึ้นเหมือนยอมจำนน “ข่าวมีแค่นี้จริงๆ เรื่องราชการบ้านเมืองภายในก็สงบสุขดี ที่จะมีปัญหามีเพียงแค่พลานามัยของฝ่าบาทเพียงเท่านั้น”

อวิ้นเหมยทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะวางขลุ่ยไม้ไผ่ลงข้างตัวช้าๆ หย่งเหอเห็นดังนั้นก็อยากให้เหมยงามที่วันๆคลุกตัวิยู่แต่ในจวนได้มีเวลาไต่ตรองบางเรื่อง จึงหมายลุกออกไปเงียบๆ โดยไม่ลืมทิ้งกล่องยาว รวมถึงข้อความอันเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องครั้งนี้ไว้ด้วย

“อวิ้นเหมย ถ้าเจ้าเปิดกล่องนั่นแล้วติดใจอันใด มาหาข้าที่จวนได้ทุกเวลานะ”

หย่งเหอลุกออกไป ปล่อยให้ลมเย็นสบายพัดโชยอวิ้นเหมยเพียงลำพัง ชายผ้าอาภรณ์สีฟ้าอ่อนโบกสะบัดราวกับครีบปลาที่แหวกว่ายในบ่อบัว ต้นไผ่ลู่ลมน้อยๆราวกับคนที่ใจอ่อนกับคนรักทุกครั้ง เหมยงามค่อยๆหยิบกล่องเรียบๆนั่นทาเปิดออก ก่อนจะพบกับขุลุ่ยหยกขาวที่ห่อด้วยผ้าแพรสีฟ้าอ่อนอันเป็นสีโปรดของเขา เขาเกะมันออกอยากเบามือ ดวงตาเรียวราวหยดน้ำพิจารณาลายมังกรที่พันรัดขลุ่ยอย่างปราณี ปลายขลุ่ยมีคำว่า ‘เหมย’ ติดอยู่

อวิ้นเหมยลอบยิ้มบาง คนรักของหย่งเหอเป็นใครกันนะ ถึงได้มีเงินมากมายขนาดกล้าซื้อหยกขาวที่แพงมากๆมาแกะเป็นขลุ่ยเช่นนี้

ลมเย็นโบกพัดโชยอีกครั้ง ครานี้พัดเอาผ้าแพรที่พันขลุ่นให้ลอยล่องมาตกบนตักของเหมยงาม

บนผ้าแพรสีฟ้าอ่อน มีตัวอักษร ‘เหม่ยฮวา’ อันเป็นชื่อตัวของฮองเฮาแห่งเสวี่ยฝานและยังมีข้อความสั้นๆเขียนไว้ว่า

‘ช่วย เสวี่ยเหยียน’

ความรู้สึกตื่นเต้นและโหยหาปนกันไปหมด น้ำตาที่แห้งเหือดไหลอาบแก้มใส หยดลงบนผ้าแพรผืนบางหยดแล้วหยดเล่าโดยไม่สามารถห้ามได้

ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าเองก็ตรอมใจ

ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าตัวข้านั้นเป็นจุดอ่อน

ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ายังรักข้ามากเพียงใด

ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าตอนนั้นเจ้าหักหลังข้าเพื่อเหตุใด

ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้ ว่าถ้าเจ้ารู้ว่าข้ายังอยู่ เจ้าจะทิ้งบ้านทิ้งเมืองมารับข้ากลับไป

แต่เสวี่ยเหยียนที่รัก ข้ากลับไปหาเจ้าไม่ได้อีกแล้ว

ตอนนั้นเจ้าคิดว่าคนรักคือจุดอ่อน และอำนาจของเจ้ายังไม่แข็งแรงพอจะปกป้องข้า เจ้าจึงไล่ข้าไป และคงจะตั้งมั่นที่จะมารับข้ากลับไปหลังจากที่มีอำนาจล้นฟ้าใช่หรือไม่? แต่เจ้าลืมคิดไปหรือไร ว่าอำนาจที่มากล้นก็เป็นที่หมายตาของเหล่าขุนนางและราชวงศ์ต่างๆ

ดังนั้นหากข้ากลับไป ข้าก็ยังคงเป็นจุดอ่อนให้คนใช้โค่นเจ้าอยู่เช่นเดิม

ริมฝีปากที่เมื่อขับลำนำบทใดก็ใสน่าฟังยกจรดขลุ่ยเนื้อเย็น แล้วเป่าเป็นทำนองเศร้าสร้อยโหยหาและอาวรณ์อย่างที่คนในจวนไม่ได้ยินมาเนิ่นนาน

天真岁月不忍欺
วัยเด็กไร้เดียงสาในวันวานไม่เคยหลอกลวง

青春荒唐我不负你
ถึงแม้จะเป็นวัยที่ไร้สาระ แต่ฉันก็ไม่ทิ้งเธอ

大雪求你别抹去
พายุหิมะ ได้โปรดอย่าพัดให้มันเลือนหายไป

我们在一起的痕迹
ร่อยรอยที่บอกว่าเราเคยอยู่ด้วยกัน

。。。。。。。。。。。。。。。。

One shot Challenge 1: MRT

(เรื่องที่แต่งขึ้นเป็นเพียงเรื่องสมมุติเท่านั้น)

MRT : มารับที

คนเราก็เหมือนรถไฟ
ผ่านมาก็ผ่านไป

รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (รถไฟฟ้า MRT) มีเส้นทางการเดินรถรวมระยะทาง 20 กิโลเมตร เป็นโครงการใต้ดินตลอดสาย มีสถานีทั้งหมด 18 สถานี เริ่มต้นจากบริเวณหน้าสถานี รถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปทางทิศตะวันออกตามแนว ถนนพระราม ที่ 4 ผ่านสามย่าน สวนลุมพินี จนกระทั่งตัดกับ ถนนรัชดาภิเษก เลี้ยวซ้าย ไปทางทิศเหนือตามแนวถนนรัชดาภิเษก ผ่านหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แยกอโศก แยกพระรามที่ 9 แยกห้วยขวาง แยกรัชดา – ลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายไปตาม ถนนลาดพร้าว จนถึงปากทางห้าแยกลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน ผ่านหน้าสวนจตุจักร ตรงไปสิ้นสุดที่บริเวณ สถานีรถไฟบางซื่อ สถานีเป็นสถานีใต้ดินทั้งหมด 18 สถานี ระยะห่างระหว่างสถานี โดยเฉลี่ย 1 กม.

ซึ่ง ฝ้าย นักศึกษาคณะสถาปัตย์กรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแถวสามย่านที่มีบ้านอยู่บางซื่อต้องห้อยโหนบนรถไฟเกือบสุดสายเป็นเวลาชั่วโมงนิดๆทุกวัน

และวันนี้ก็คงจะต้องเป็นเช่นนั้น

ตอนนี้เป็นเวลาจะสี่ทุ่มแล้ว หลังจากติวหนังสือกับเพื่อนในหอกลางเป็นเวลานาน ฝ้ายเดินลัดมหาวิทยาลัยมาโผล่ตรงจามจุรีสแควร์ที่ร้างผู้คน เขาเดินลงไปอย่างไม่เร่งรีบ แล้วก็พบกับศูนย์อาหารและบันไดเลื่อนลงไปในสถานีที่ตอนนี้ว่างเปล่า ผิดกับในชั่วโมงเร่งด่วนที่จะมีคนเนืองแน่นและเร่งรีบราวกับว่ากำลังไล่ล่าบางอย่าง

สิ่งนั้นคงจะเรียกว่าเวลาละมั้ง

บันไดเลื่อนสายยาวที่ตอนเด็กๆฝ้ายคิดว่ามันเร็วมากพาตัวเขาลงมาสู่สถานีรถไฟฟ้าอันวังเวงอย่างเชื่องช้าราวกับสายน้ำเอื่อย อันที่จริงมันไม่ได้ช้าลงหรอก เป็นฝ้ายเองที่เร่งรีบขึ้นโดยไม่รู้ตัว คงจะเป็นเพราะทุกวันนี้เราต้องแข่งกับเวลาและสังคมที่รุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ป้ายามที่ยืนอยู่ข้างๆเครื่องตรวจวัตถุอันตรายตรงปลายบันไดเลื่อนหาววอดพลางยืนพิงกำแพงอย่างเกียจคร้าน ครั้นเมื่อป้าแกกวาดสายตามาเห็นเด็กหนุ่ม ป้าก็หยิบไฟฉายสีดำกระบอกเล็กกระทัดรัดและเปิดไฟเตรียมตรวจด้วยให้มันจบๆไป

ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ฝ้ายก้าวเข้าไปเพียงหนึ่งก้าว เครื่องตรวจก็แผดเสียงร้องเหมือนเด็กทารกที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง เด็ก’ถาปัตย์ยกยิ้มบางเหมือนตอนที่เขาได้เห็นน้องที่สอนพิเศษทำข้อสอบไม่ผิดสักข้อ

ป้ายามที่กำลังง่วงๆสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะเรียกฝ้ายเขามาตรวจกระเป๋า ซึ่งเด็กหนุ่มก็เปิดให้ตรวจอย่างสบายใจ ทั้งยังเอามือแหวกทุกอย่างในกระเป๋าให้ป้าดูอีกด้วย

ยกเว้นก็แต่เสื้อกันหนาวที่เขาใช้ห่อของบางอย่างเอาไว้

“อื้ม ขอโทษนะหนู สงสัยเครื่องมันเสีย รีบไปเถอะ”

ฝ้ายยิ้มค้าง ก่อนจะตอบว่า “ขอบคุณครับ” และเดินตรงเข้าไปในสถานีด้วยรอยยิ้มคนละแบบกับเมื่อครู่

รอยยิ้มแห่งความดูถูกระบบรักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้าใต้ดินที่เขานั่งทุกเช้าเย็น

รอยยิ้มแห่งความดูถูกระบบรักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้าใต้ดินที่เมื่อ 5 ปีก่อน พี่ชายของเขาโดนแทงจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่นี่

แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของสถานีหรอก

ฝ้ายแค่เจ็บใจ ว่าทำไมถึงปล่อยให้คนเมายาเสพติดพกมีดเข้ามาแทงใครต่อใครหน้าตาเฉย ทั้งยังไม่ยอมให้เขาแจ้งความเพียงเพื่อจะรักษาชื่อเสียงของบริษัทเอาไว้

หนุ่มตัวบางแตะราคาประหยัดสำหรับนักศึกษา หวังลึกๆว่าเจ้าประตูกั้นนี่จะร้อง หรือไม่ก็ส่งสัญญานอะไรสักอย่างให้มีคนรู้ว่าเขาพกของอันตรายเข้ามา แต่สุดท้ายมันก็แค่ร้อง ‘ติ๊ด’ คีย์เดียวกับเครื่องแตะบัตรทั่วไป และเปิดบานกั้นให้ผ่านเข้าไปก็เท่านั้น

ทำไมถึงชะล่าใจกันอย่างงี้… ในกระเป๋าใบนี้มีปืนนะ! ตรวจไม่เจอกันเลยรึไง!

ฝ้ายคิดอย่างปวดร้าว ไม่มีอะไรพัฒนาไปจากเมื่อ 5 ปีก่อนเลยจริงๆ

เด็กหนุ่มลงบันไดเลื่อนที่ทอดยาวกว่าปรกติลงไปยังสถานี ด้วยความที่เขามั่นใจว่าดึกขนาดนี้ไม่น่าจะมีคนแล้วจึงนั่งลงอย่างสบายใจ ปล่อยให้บันไดพาตัวเขาไปยังจุดหมาย

“น้องครับ ขวางทาง” เสียงทุ้มๆเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ก็สร้างความตกใจให้ฝ้ายไม่น้อย หนุ่มตัวเล็กรีบขอโทษก่อนจะลุกขึ้นแล้วก้าวไปยืนชิดขวาเพื่อให้พี่นักศึกษาสถานบันเดียวกันกับเขาเดินได้สะดวก

แต่ชายคนนั้นก็ไม่ได้เดินไปไหน ยังคงยืนชิดซ้ายพิงขอบบันไดเลื่อนแล้วทำหน้าตายเล่นโทรศัพท์ต่อไป

เอ่า แล้วบอกให้หลบทำไมวะ?

กะจะถามแล้ว แต่บันไดเลื่อนก็สิ้นสุดลงซะก่อน …ช่างมันเถอะ แต่กูจองหัวขบวนนะครับ… ฝ้ายคิดในใจก่อนจะเดินไปจนสุดทางอย่างไม่รีบร้อน

ด้วยความที่มันเงียบมาก เสียงร้องเท้าหนังเสริมส้นเล็กน้อยของฝ้ายและร้องเท้าหนังนักศึกษาทั่วไปของชายหนุ่มแปลกหน้าจึงดังเป็นจังหวะคร่อมกันไปคร่อมกันมาทั่วสถานี ฝ้ายเหลือบตามองกระจกกั้นชาญชลาแล้วก็พบว่าพี่คนนี้เดินก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ตามเขามาตลอด

โว้ย ท้ายขบวนก็ได้วะ

ฝ้ายคิด ก่อนจะหมุนตัวหมายจะเดินกลับไปยังปลายชานชาลา

และก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าผู้ชายคนนั้นหายไปแล้ว

ชะ… เชี่ย… ก็เมื่อกี้ในกระจกเดินมาด้วยกันนี่….

เสียงเท้าก็เงียบไปแล้วด้วย…

มะ… ไม่นะ…

“ของอันตรายแบบนี้พกไว้กับตัวจะดีหรอครับ?”

“เหี้ย!!” ฝ้ายกระเด้งทันทีที่คำแรกหลุดออกมาจากพี่นักศึกษาที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา

“คนครับน้อง ยังไม่เหี้ยครับ” เขาพูดแล้วส่งยิ้มน้อยๆให้ฝ้าย ถ้าเป็นผู้หญิงฝ้ายคงยอมถวายตัวแล้ว แต่ในสถานการณ์แบบนี้ฝ้ายรู้สึกว่ายิ้มนี้มันช่างกวนตีนเหลือเกิน….

“พี่เป็นใครครับ?” ฝ้ายถามด้วยเสียงตื่นตระหนก ก่อนจะใช้โมเมนตัมของการผละถอยแสร้งแกว่งเป้มาข้างหน้าและควานหาของไว้ป้องกันตัวอย่างแนบเนียน

“เป็น…” ชายคนนี้ลากเสียงยาวพลางคลี่ยิ้มบาง

อะไรของมันวะ!

คนตัวเล็กคิดอย่างหงุดหงิด ตาก็ถลึงจ้องชายร่างสูงมารยาทกวนบาตีนที่ยืนยิ้มเหมือนกำลังเป็นกำลังใจให้ฝ้ายที่กำลังควานหาก้อนเสื้อกันหนาวโดยตอนแรกกะจะหาให้มันแนบเนีย ไปๆมาๆหงุดหงิดเลยไม่เนียนแม่งละโว้ย!

แต่สิ่งที่พบมีเพียงตำรา กล่องดินสอและกระเป๋าเงินเท่านั้น….

ฉิบหาย!!

ยังไม่ทันจะหันไปพิสูจน์ แรงสั่นสะเทือนที่แรงมากพอให้กระจกสั่นไหวแต่เบาเกินกว่าจะทำให้แตกก็แรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงของรถไฟที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงก่อนจะค่อยๆชะลอตัวเหมือนมังกรที่กำลังบินกลับรังนอน

“ไว้เจอกันนะครับน้อง” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะก้าวขายาวๆขึ้นรถไฟไปพร้อมกับกระชับก้อนเสื้อกันหนาวสีเทาคุ้นตาไว้ในอ้อมอก

“เจอพ่อง” ฝ้ายสถบเบาๆก่อนจะพุ่งตามเข้าไปในตัวรถไฟ

ความอับชื้นระดับสูงที่เกิดจากจำนวนผู้คนมหาศาลที่ใช้ชีวิตในเมืองร้อนที่มีแดดวันละเกือบ 11 ชั่วโมงอัดกันเข้ามายืนโดยสารก่อนหน้าพวกเขาไม่กี่ชั่วโมงกระเทกหน้าและจมูกฝ้ายทันที เขาย่นจมูก ก่อนจะมองหาชายคนนั้น

เอ่า หายไปอีกแล้ว?

เสียงตี๊ดๆดังขึ้นติดต่อกันมากกว่าจำนวนครั้งที่ผู้แต่งสอบผ่านเลขก่อนที่ประตูจะปิดลง…

พร้อมกับพี่นักศึกษาคนนั้นที่เอาก้อนเสื้อหนาวของฝ้ายไปกำลังยืนยิ้มโบกมือหยอยๆอยู่ในชานชาลา

“สัส!! ลงไปตอนไหนวะ!!” ฝ้ายพุ่งตัวไปทางประตูที่กำลังจะปิด แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว พี่คนนั้นยิ้มกว้างๆให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันข้างเดินจากไป ทิ้งให้ฝ้ายนั่งเจ็บใจอยู่บนรถคนเดียว

รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาช้าๆ มุ่งสู่ความมือมิดประมาณ 1 กิโลเมตรก่อนจะถึงสถานีถัดไป

คนตัวเล็กทิ้งตัวลงบนเก้าอี้สีเหลืองอย่างหัวเสีย มือก็พลันเปิดกระเป๋า เพื่อเช็คว่ามันหายไปจริงๆรึเปล่า แล้วเขาก็พบกับความผิดหวังเมื่อเขาพบดอกกุหลาบสีน้ำเงินช่อไม่เล็กไม่ใหญ่พร้อมกับป้ายข้อความสีแดงสด

คนเราก็เหมือนรถไฟ ผ่านมาก็ผ่านไป
บางคนเราก็เต็มใจรับเขามา บางคนก็ไม่
แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้าย ทุกคนก็ต้องจากไปอยู่ดี
เหมือนกับรถไฟ ที่ผ่านมาจอด แล้วก็ต้องวิ่งต่อไป
ถ้าโชคดีเราอาจจะได้พบกันใหม่
แต่ถ้าโชคร้าย เราอาจจะต้แยกจากตลอดกาล

สิ้นสุดการอ่าน ไฟบนรถไฟก็ดับพรึ่บ! พร้อมกับเสียงฝ้ายสบถเป็นรอบที่ร้อยของวัน รถไฟยังคงวิ่งต่อไปด้วยความเร็วคงที่ คนตัวเล็กควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า แต่ยังไม่ทันได้ลวงก็มีเสียงๆหนึ่งขัดขึ้นมาซะก่อน

“ฝ้าย…”

เสียงๆนั้นคุ้นหูฝ้ายมากๆ

เป็นเสียงที่ตอนเด็กๆเรียกชื่อเขาอย่างสดใส

พอโตมาอีกหน่อยก็เรียกชื่อเขาด้วยความเอ็นดู

และในวินาทีสุดท้าย ก็ยังคงตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยความเป็นห่วง…

“ฮะ… เฮียฝาย….” น้ำอุ่นๆมักมากับเสียงสั่นเครือเสมอ “เฮียฝาย! เฮียอยู่ไหนน่ะ!”

รถไฟใต้ดินยังคงแล่นไปด้วยความเร็วคงที่ราวกับว่าจุดหมายยังอีกไกลนัก

“เฮียฝาย!!” ฝ้ายลุกขึ้นยืน ช่อดอกไม้ที่หมดความสำคัญกลิ้นหล่นหลุนๆไปไกล

“เฮียอยู่นี่…” เสียงนั้นตอบกลับมาเบาๆ ก่อนฝ้ายจะรู้สึกได้ว่าตัวเองถูกกอดอย่างอ่อนโยน

“เฮียฝาย… เฮียฝาย…. เฮียฝาย….” ฝ้ายเรียกชื่อพี่ชายซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนปล่อยโฮออกมา ทั้งความรัก ความคะนึงหา ความคิดถึง ความอาลัยอาวร ทั้งหมดผสมกันมั่วไปหมด

“ฝ้ายอยู่ที่นี่มีความสุขหรือเปล่า?” เสียงนั้นถามอย่างแผ่วเบา แต่ก็หนักแน่นพอจนฝ้ายรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วง

ฝ้ายไม่ตอบ เพียงแต่ส่ายหน้าและร้องไห้หนักอย่างที่ไม่ได้ร้องมาในรอบหลายปี ก่อนจะพยายามกอดสิ่งที่อยู่ข้างหน้าตัวเองเอาไว้

“งั้นเฮียพาฝ้ายไปอยู่ด้วยกันดีรึเปล่า?”

ฝ้ายชะงัก รู้ตัวแล้วแหละว่าเจออะไร แต่ถึงอย่างไร ฝ้ายก็ดีใจที่ได้เจออยู่ดี

“เฮียจะพาฝ้ายไปจริงๆหรอครับ?”
“อืม”
“เฮียพาฝ้ายไปได้หรอ?”
“ได้สิ…”

ฝ้ายเงียบไปก่อนจะตัดสินใจชะตาชีวิตตัวเอง

“ไปกับเฮียก็ดีนะครับ..”

รถไฟก็คงแล่นไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความเงียบเข้าปกคลุมยาวนาน ฝ้ายกระชับกอดพี่ชายตัวเองไว้ ส่วนฝายก็ลูบหัวน้องเบาๆ

“เฮียคิดว่า” ฝายที่เงียบอยู่นานก็พูดขึ้น “เฮียคิดว่า… ยังไงอีกเดี๋ยวเฮียก็ต้องพาฝ้ายไปด้วยอยู่แล้ว เฮียก็เร่งให้มันเร็วอีกนิดจะเป็นอะไรไป”

“เฮียเร่งมันให้เร็วอีกนิด..?” ฝ้ายถาม นาทีที่มองเห็นแต่ความมืดนี้เขาไม่อยากจะใช้สมองให้มากนัก

“เดี๋ยวพอฝ้ายไปถึงสถานีถัดไป จะมีตำรวจรอจับฝ้ายอยู่ เพราะฝ้ายพกปืนเข้ามา” ฝายเว้นวรรคไปช่วงนึง “แล้วฝ้ายก็จะยิงตัวเอง… แล้วก็มาอยู่กับเฮีย”

“มีเรื่องดีๆแบบนั้นด้วยหรอ….” ฝ้ายยิ้มบางๆ ถ้าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริง อย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็นว่าระบบรักษาความปลอดภัยของรถไฟมันดีขึ้นนิดหน่อยแหละนะ

“ฝ้ายคิดว่าทำแบบนี้แล้วเฮียจะดีใจมั้ย?” ฝายก็ถามขึ้น

“ไม่ครับ…” ฝ้ายรู้ว่าพี่ชายคงจะโกรธที่เขาทำเรื่องอันตรายแบบนี้

รถไฟฟ้าใต้ดินยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ พุ่งทะยานไปข้างหน้า เหมือนกับเวลา ที่จะไม่มีวันหยุดเดิน

“เมื่อกี้อ่ะ…” ฝ้ายเป็นผ่ายเริ่มบ้าง “มีคนแปลกๆตามมาด้วย…”

“หืม?”

“เขาเอาปืนฝ้ายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้” คนเป็นน้องกดหัวลงอกพี่ชาย “รู้ตัวอีกทีเขาก็ให้ช่อกุหลาบสีน้ำเงินมาแทนแล้ว…”

ฝายเงียบไป พยายามนึกอยู่ว่าใครในอดีตของชีวิตเขาที่ชอบดอกกุหลาบสีน้ำเงิน

ต้าแน่ๆ… ไอ้ต้าแน่ๆ!

ฝายโล่งใจ รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยเมื่อได้รู้ว่าต้า เพื่อนสนิทเขาสมัยเรียนมหาลัยตามหาน้องของเขาเจอแล้ว

“เฮียเป็นพี่ เฮียไม่อยากให้ฝ้ายเอาชีวิตไปทิ้ง” แรงสั่นสะเทือนแรงขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับที่คนเป็นพี่เริ่มสอนน้องด้วยน้ำเสียงและหัวใจที่อบอุ่นขึ้น “ฝ้ายต้องคิดถึงตัวเอง คิดถึงอาป๊า อาม๊า เฮียไปแล้วคนนึง เหลือฝ้ายอยู่คนเดียว เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของอาป๊าอาม๊า จะเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งได้ยังไง”

ฝ้ายสะอึก เหมือนถูกกระชากขึ้นมาจากหนองน้ำแห่งความเศร้าโศก และพลักให้ล้มลงบนผืนดิแห่งความเป็นจริงที่เศร้าโศกยิ่งกว่า

“เหลือป๊ากับม๊าที่ไหนกัน….” น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วไหลลงมาอีก คราวนี้ดูท่าว่าจะไม่หยุดง่ายๆ

“เหลือป๊ากับม๊าที่ไหนกัน… ฮึก.. ฮึก… เหลือฝ้ายคนเดียว… เหลือฝ้ายคนเดียวแล้ว….” ฝ้ายฟูมฟาย น้ำหูน้ำตาไหลจนไม่รู้ฟ้าไม่รู้ดิน

ฝายเงียบไปอีก… คราวนี้นานทีเดียว

ดูเหมือนตอนนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปแล้วสินะ… ฝายหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลูบหัวน้องอย่างเอ็นดูเป็นครั้งสุดท้าย ลิขิตคนหรือจะสู้ลิขิตฟ้าน่าจะไม่จริงเสียแล้ว

“ฝ้าย… แต่ตอนนี้ฝ้ายโชคดีมากๆแล้วนะ… ได้โอกาศอีกครั้ง ทำให้ดี แล้วอย่าเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งแบบนี้อีกนะ…”

“เฮียหมายถึงอะไร?” ฝ้ายลนลาน ด้วยรู้ว่าเฮียของเขาเปลี่ยนใจ “สรุปเฮียจะรับฝ้ายไปอยู่ด้วยใช่มั้ย? ไปอยู่กับป๊ากับม๊าด้วยใช่มั้ย?”

ฝายไม่ตอบอะไร เพียงแค่ลูบหัวน้อง แล้วกระชับกอดให้แน่นขึ้น เพราะมันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

“อย่าเฮียอย่า! อย่าทิ้งฝ้ายไว้คนเดียวนะ!” ฝ้ายกรีดร้อง รู้สึกเหมือนถูกกดให้จมดิ่งลงไปในน้ำเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างงั้น ก็ยังหายใจและโวยวายได้สะดวกอยู่ “อย่านะเฮีย! หยุดนะ!! รับฝ้ายไปด้วย!!”

“ฝ้าย” เสียงนั้นห่างออกไปเรื่อยๆ “เฮียรักฝ้ายนะ… หลังจากนี้ถ้าฝ้ายมีอะไร ให้ไปหาคนชื่อต้า ไม่ ไม่ต้องหามันก็ได้ เดี๋ยวมันมาเอง” เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ “หลังจากนี้ เฮียฝากฝ้ายใช้ชีวิตที่เหลือให้คุ้ม แทนเฮีย แทนป๊า แทนม๊าด้วย… อย่าให้โอกาสครั้งที่สองมันเสียเปล่าล่ะ…”

“เฮีย… เฮียฝาย!!”

เสียงกรีดร้องราวกับใจจะขาดของฝ้ายดังกรีดหัวใจคนเป็นพี่ แต่จะให้เขาทำยังไงได้ ในเมื่อน้องยังเหลือทางเลือก เหลือเวลาจะทำสิ่งต่างๆอีกมากมายไม่ให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นคน เป็นเด็กผู้ชาย และเป็นน้องของเฮีย สิ่งมี่เขาทำได้มีเพียงจะต้องพาน้องกลับไปส่งให้ถึงมือต้า คนที่จะดูแลน้องเขาต่อไปก็เท่านั้น

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

“น้อง! น้องครับ!” อีกเสียงที่ยังไม่คุ้นหูของคนตัวเล็กเท่าไรดังเข้าโสตประวาท ก่อนที่มันจะดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงตะโกนแบบเต็มเหนี่ยว “ช่วยด้วยครับ! มีคนหมดสติ! โทรเรียก 1669 ให้หน่อย ช่วยด้วยครับ โว้ย! ไม่มีใครอยู่เลยหรอวะ…! เอ่า ฟื้นแล้วนี่”

ภาพแรกที่ฝ้ายเห็นคือแสงว่างจ้าก่อนจะตามมาด้วยพี่คนนั้น คนที่เอาปืนของเขาไป

ที่ชื่อ ‘ต้า’ ใช่มั้ยนะ…?

“น้องโอเคนะ? เอาน้ำไหม?” พี่คนนั้นประคองเขาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “ปวดหัวรึเปล่า เจ็บตรงไหนมั้ย?”

“มะ.. ไม่ครับ” ฝ้ายตอบกลับไปด้วยเสียงแหบแห้ง กว่าตากับสมองจะปรับตัวกลับเป็นดังเดิมก็กินเวลาไปหลายนาที

“โอเคขึ้นรึยัง?”

ฝ้ายพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ พี่คนนั้นจึงช่วยฝ้ายลุกขึ้น ก่อนจะพบว่าทังคู่ยังอยู่ที่หอสมุดกลางอยู่เลย

อะไรกันเนี่ย…

“ยืนเองไหวไหม?” เขาถามแล้วช่วยประคอง แต่ฝ้ายกลับพลักเขาออก ก่อนจะพยายามเกาะขอบโต๊ะและยืนเองด้วยความมึนหัวอย่างคะนานับ

“พี่ชื่อต้าใช่ไหมครับ…?” ฝ้ายหายใจหนักหน่วงอย่างเหนื่อยๆ “พี่เป็นเพื่อนกับเฮียผมใช่มั้ย?”

ต้าได้แต่ยิ้มบาง ไม่ตอบอะไร ก่อนจะถือกระเป๋าฝ้ายให้และยื่นมือมาตรงหน้า

“ฝ้าย” ฝ่ายนั้นเรียกคนตัวเล็กกว่าด้วยความอ่อนโยนเช่นเดียวกับเฮียฝาย ก่อนจะระบายยิ้มอบอุ่นเช่นเป็นคนในครอบครัว

รอยยิ้มนั้นทำให้ใจของคนตัวเล็กสั่นไหว และประโยคถัดไปก็ทำให้ฝ้ายน้ำตารื้น

“…กลับบ้านกันเถอะครับ”

ในที่สุด..

ในที่สุดฝ้ายก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้วครับเฮียฝาย

ขอบคุณครับ

fin.